คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพ

วิธีการดูแลผิวและใบหน้าให้สวยใส

คงจะมีหลายๆคนที่อยากจะมีผิวที่สวยใสแบบที่ราคาถูกแต่ว่าคุณภาพหลักพันโดยที่เราไม่ต้องไปดูแลอะไรมากมายแต่ว่าเรากลับได้ผิวที่ดีและประหยัดเงินในกระเป๋าของเราอีกด้วย  ในวันนี้เราจะมาบอกสูตรเลยว่ามีอะไรบ้าง  

  1. ล้างหน้าของเราให้สะอาด  ก่อนที่เราจะล้มตัวของเรานอนเราต้องล้างหน้าของเราให้สะอาดก่อนที่เราจะนอนเพราะว่าใบหน้าของเราแต่งหน้ามาทั้งวันแล้วการที่เราล้างหน้าจะช่วยให้ใบหน้าของเราไม่หมองคล้และก็ไม่ทำให้เกิดสิวอีกด้วย   และการที่เราล้างหน้ายังจะทำให้หน้าของเราสะอาดปราสจากสิ่งอุดตันจากรูขุมขนอีกด้วย
  2. การที่เราเลือกครีมที่ที่เหมาะแก่ใบหน้าของเรา  การที่เราจะใช้ครีมหรือว่าผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่นั้นเราต้องเลือกที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะแก่ใบหน้าของเราเพราะว่าใบหน้าในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเราต้องดูว่าใบหน้สของเราเป็นในลักษณะแบบไหน  มันหรือเปล่าหรือว่ารูขมขนของเราขยายใหญ่ไหม  อยู่ที่เราเลือกใช้ของนั้นด้วย  
  3. เช็ดหน้าของเราอย่างเบา  เมื่อเราชำระล้างใบหน้าของเราอย่างสะอาดแล้วการที่เราเช็ดใบหน้าของเราอย่างนิ่มนวนนั้นก็เป็นเรื่องที่เราควรที่จะทำเพราะว่าถ้าเราเช็ดแรงใบหน้าของเราจะช้ำ และเกิดการเสียดสี  ดังนั้นเราควรที่จะเช็ดอย่างเบามือที่สุด 
  4. การที่เราสครับหน้า  เมื่อเราต้องดกูแลใบหน้าเราก็ควรที่จะหาเวลาในการที่เราจะสะครับใบหน้าของเราอย่างน้องอาทิตย์ละสองครั้งเพื่อที่จะดูแลใบหน้าของเรา  หรือว่าเราจะหาจำพวกเซรั่มมาบำรุงใบหน้าของเราให้มีความชุ่มชื้น
  5. การทาครีมที่บำรุงผิว  การที่เราบำรุงหรือว่าทาครีมบำรุงใบหน้าของเรา  เช่นการที่เรามีผิวที่แห้งเราก็ควรที่จะเลือกครีมที่บำรุงเกี่ยวกับใบหน้าของเรา
  6. ครีมกันแดด  ในบ้านเราเป็นบ้านเมืองที่ร้อนเราควรที่จะทาครีมก่อนที่เราจะออกนอกบ้านเพราะว่าการที่เราทาครีมกันแดดออกนอกบ้านจะทำให้ใบหน้าของเราไม่หมองคล้ำ การที่เราทาครีมกันแดดจะช่วยในเรื่องการที่ไม่ให้ใบหน้าของเราห่างออกจากแดดหรือว่าป้องกัน ยูวีด้วย  การที่เราเลือกครีมกันแดดเดี่ยวนี้เราก็มีให้เราเลือกมากมายอยู่ที่เราว่าชื่นชอบครีมตัวไหนที่เหมาะกับใบหน้าของเรา
  7. การที่เราหยุดแต่งหน้าบ้าง   การที่เราหยุดแต่งหน้าบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าเราจะได้พักใบหน้าของเราที่ต้องแต่งหน้าทุกวันที่เราต้องไปทำงาน  การที่เราได้พักหน้าหรือว่าเราได้นอนพักอย่างเต็มที่ใบหน้าของเราจะเราจะฟื้นฟูตัวอย่างแน่นอน  

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์

โรคเอดส์คือโรคติดต่อที่มีการแพร่ระบาดมายาวนานแล้วกว่า 30 ปีโรคที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแล้วทำการรักษาไม่หายซึ่งเป็นแล้วผู้ป่วยจะต้องทำการนอนรอความตาย เพียงอย่างเดียว 

ซึ่งจากสถิติในปีที่ผ่านมานี้ สถานการณ์ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ ยังคงน่าเป็นห่วง โดยจะมีผู้ติดเชื้อ HIV ราย ใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยโดยประมาณ 5 คนต่อวันในจำนวนดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 50ซึ่งจะเป็นการติดเชื้อในกลุ่มของเด็กที่เป็นเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปีโดยสถานการณ์ทั้งโลกในตอนนี้นั้นคาดว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่แล้วประมาณ 34 ล้านคน ซึ่งทวีปที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดก็น่าจะเป็นทวีปของแอฟริกา 

ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรคเอดส์นั้นเอง ซึ่งรองลงมาก็คือแถวบ้านเรานั่นแหละนั่นก็คือเอเชีย สำหรับประเทศไทยคาดว่าตั้งแต่มีรายงาน โดยมีผู้ติดเชื้อครั้งแรกนับตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันคาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ประมาณ ล้าน 6 ถึงล้าน 7 คน ซึ่งรายละเอียดอันนี้เป็นเพียงแค่คาดเดาแต่ก็ราวๆนี้แหละ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าณตอนนี้มีผู้ป่วยใหม่ ยังมีให้ตรวจอยู่ซึ่งยังมีคนไข้ใหม่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าสถานการณ์เหล่านี้ ยังเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ 

ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าในปัจจุบันนี้ในการรักษาโรคเอดส์นั้น ต้องบอกว่าโรคเอดส์เป็นโรคที่รักษาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่หายขาดก็ตาม และก็เป็นโรคที่เป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งในความที่มันเป็นโรคเรื้อรังเรานี้ หากเปรียบเทียบได้นั่นก็คือโรคเบาหวานหรือความดันเพราะมันเท่ากับว่าเป็นโรคเรื้อรังเช่นเดียวกัน แต่ว่าความดันเบาหวานไม่ใช่โรคติดเชื้อนะ เพียงว่ามันแนวทางคล้ายๆกัน

ดังนั้นในการรักษาเชื้อโรคที่เป็นเชื้อ HIV นั้น เราจะรักษาด้วยการให้กินยาซึ่งยาเหล่านั้นเราจะเรียกว่ายาต้านเชื้อ แต่สำหรับบางกลุ่มคนก็เรียกยาต้าน HIV หรือยาต้านไวรัส ดังนั้นวิธีการรักษาสำหรับโรคนี้ก็คือคุณจะต้องทำการกินยาทุกวันซึ่งจะทำการกินรักษาอย่างนี้ไปตลอดชีวิตของคุณ ซึ่งการนำเสนอก็คือเป็นข้อมูลณตอนนี้ที่เรามีอยู่

ดังนั้นในปัจจุบันถามว่ารักษาได้ไหมก็ตอบว่าได้ ถึงแม้ว่าจะไม่หายขาดก็ตาม โดยที่คุณสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีกับการใช้ชีวิต ไปทำงานได้เหมือนเดิมอยู่กับครอบครัวได้เหมือนเดิม ซึ่งหากคุณเดินไปไหนมาไหนก็ไม่มีใครที่จะสามารถรู้ได้ว่าคุณเป็นบุคคลที่ติดเชื้อ 

ดังนั้นวิวัฒนาการที่มีการดูแลผู้คนที่ติดเชื้อ hiv หรือเชื้อเอดส์นั้นเราสามารถทำการดูแลและสามารถทำให้คุณที่ติดเชื้อเหล่านี้มีชีวิตได้ปกติแต่นั่นคุณจะต้องทำตามอย่างที่แพทย์สั่งหรือคุณจะต้องทำตามโดยวิธีการรักษาอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีนอกจากนั้นคุณไม่ควรที่จะไปแพร่เชื้อให้บุคคลอื่น

ดังนั้นหากคุณติดเชื้อเหล่านี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคมเพราะว่าเชื้อโรคเหล่านี้มันมียาที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนบุคคลอื่นทั่วไปดังนั้นหากรู้ว่าอยู่ในช่วงเสี่ยงควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นการทำการรักษาให้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะสายเกินไป

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ผลกระทบหากเราไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแดด

เมืองไทยเป็นประเทศที่เป็นเมืองร้อนจากที่เคยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว แต่ตอนนี้น่าจะกลายเป็นฤดูร้อนไปทั้งปี โดยเหตุนั้นถ้าหากไม่เคยทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับกันแดด เพื่อป้องกันแสงแดดอย่างถูกแนวทาง ก็อาจก่อให้เป็นผลเสียต่อผิวได้ถึง 5 ประการ ดังต่อไปนี้

ผลกระทบในด้านที่เสียหายของการไม่ทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับป้องกันแดด

1. ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ถ้าได้รับแสงแดดมากๆ โดยที่ไม่มีหรือไม่ทาครีมกันแสงแดดเพื่อปกป้องผิวไว้เลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราคล้ำลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุว่าเมื่อแดดไปสู่ผิว แล้วไม่พบครีมกันแดดคุ้มครองปกป้อง ผิวของพวกเราจะปฏิบัติภารกิจคุ้มครองป้องกันผิวตนเอง ด้วยการสร้างเม็ดสีเมลานินมากขึ้น เลยนำมาซึ่งการทำให้ผิวพวกเราคล้ำขึ้นนั่นเอง แล้วอีกหนึ่งผลกระทบในด้านที่เสียหายที่ตามมาก็คือ สีผิวจะไม่เท่ากันด้วย

2. เพิ่มริ้วรอย ทำให้แก่ก่อนวัย
แดดนับว่าเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุ ที่ทำให้หน้าพวกเราแก่แล้วก็มีริ้วรอย โดยมีแสง UV ที่เป็นสาเหตุหลัก สำหรับในการทำลายคอลลาเจนแล้วก็อีลาสติน ที่ช่วยในเรื่องความกระชับผิว โดยเหตุนั้นถ้าเกิดได้รับแสงแดดมากๆ และไม่ได้ทาครีมที่เอาไว้สำหรับกันแสงแดดเลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราหย่อนยานคล้อยลงได้ ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำว่าควรจะทาครีมเอาไว้สำหรับกันแดด ทุกครั้งก่อนออกแดดโดยประมาณ 15 นาที

3. ผิวไหม้ เนื่องจากเซลล์ผิวถูกทำลาย
ถ้าหากไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแสงแดด แล้วไปพบเจอกับแดดจัดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็อาจจะทำให้ผิวไหม้แดดได้ โดยผิวรอบๆ ที่สัมผัสแดดจะกลายเป็นรอยคราบไหม้ แต่ว่าอย่างไรก็ดี สามารถปกป้องได้ด้วยการทาโลชั่นกันแดด โดยควรที่จะทำการเลือกใช้โลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และสามารถคุ้มครองปกป้องได้อีกทั้งรังสียูวีเอ และก็แสงยูวีบี

4. ฝ้า กระ จะถามหา
รังสียูวีในแสงตะวัน เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนหน้าร้อนทำให้สีผิวคล้ำขึ้น รวมทั้งกำเนิดฝ้ากระได้ การโดนแดดสะสมเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ โดยไม่มีการคุ้มครอง บางทีอาจเป็นเหตุกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

5. โรคมะเร็งผิวหนัง
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าวิจัยงานหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2011 ได้บอกไว้ว่า คนอายุ 25-75 ปี ที่ทาโลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแสงแดดบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอมากกว่า 10 ปี จะมีการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้น้อยกว่า ผู้ที่มิได้ทาครีมที่เอาไว้ป้องกันแดดเลย

การทานสลัดที่ดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน

การทานสลัดที่ดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน

น้ำสลัดครีม
น้ำสลัดมีให้เลือกทานมากมายมหาศาลนับล้านสูตร แต่น้ำสลัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็หนีไม่พ้น “สลัดครีม” ซึ่งส่วนประกอบของมันมีทั้งมายองเนส ครีมสลัด น้ำมัน น้ำตาล และบางสูตรมีชีสด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบดีว่าจะทำให้อ้วนได้มากแค่ไหน หากผู้ที่โปรดปานสลัดแบบน้ำสลัดเยอะๆ ยิ่งแล้วใหญ่ ทางที่ดีเปลี่ยนมาเป็นสลัดน้ำใส น้ำยำ หรือเพียงแค่บีบมะนาว โรยเกลือ และพริกไทยเล็กน้อย ก็อร่อยสุขภาพดีแบบเน้นๆ ได้เหมือนกัน

เครื่องเคียงอย่ามาก
ถ้าเป็นเพียงแค่สลัดอย่างเดียวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร เพียงแต่หากมีเครื่องเคียงด้วยนั้น ไอที่ว่าคลีน ก็คงไม่คลีนซะแล้ว ในร้านอาหารบางร้านที่ขายสลัดอาจเสิร์ฟขนมปังปิ้งมาให้ด้วย ซึ่งบนขนมปังอาจมีทั้งเนย และชีสอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมี ผักโขมอบชีส ไส้กรอกทอด มันฝรั่งทอด และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ทานเลย กรุณาอย่าหลงกิน ไม่ได้ห้าม แต่เพียงให้นึกถึงเป้าหมายในการทานสลัดว่าเพื่ออะไร เพราะเครื่องเคียงเหล่านี้จะต้องเพิ่มพลังงานให้กับเรามากแน่ๆ และอาจเป็นพลังงานส่วนเกิน

 

โปรตีนแบบพอดีๆ
หลายคนไม่ได้ทานสลัดที่เป็นผักอย่างเดียว เสริมโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเพื่อความอยู่ท้องเข้าไปด้วย นั่นก็เป็นความคิดที่ดี เพราะการทานผักอย่างเดียวอาจทำให้ร่างกายขาดโปรตีนได้ แต่โปรตีนที่จะเสริมเข้าไปนั้น ควรเป็นแบบไขมันน้อย และผ่านการปรุงด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรือย่างจะดีกว่า หากเป็นเนื้อย่างมันๆ ปลาที่มีไขมันหนาๆ หรือเบคอน แฮม สิ่งเหล่านี้ถึงจะเป็นโปรตีนแต่เป็นโปรตีนที่มาพร้อมกับไขมันสูงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเลือกเป็น ไก่ต้ม ปลา(ไขมันน้อย) นึ่ง กุ้งต้ม หรือเห็ดย่างจะดีกว่า

 

เตือนภัยยาสมุนไพร ดูฉลากก่อนใช้

ยาสมุนไพรจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้ดีต่อร่างกายเสมอไป
ในปัจจุบันที่ประชาชนหันไปให้ความสนใจยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นและมีการโฆษณาทั้งสื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลักแบบเกินจริง ทำให้เกิดความไวรัลไปยังประชาชนที่รักสุขภาพและอยากใช้เพราะเป็นสมุนไพรเกิดการหลงเชื่อ อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่าย ซึ่งยาสมุนไพรที่โฆษณากันหลากหลายที่เห็นกันอยู่เนี่ย บ้างก็ไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากแพทย์ทางเลือก หรือแพทย์แผนปัจจุบัน บางส่วนก็ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. ทำให้มีการลักลอบใส่ปรอท สเตียรอยด์ เพื่อให้ไปกระตุ้นให้เกิดผลเร็ว ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างหนัก ข้อมูลจากชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ยาสมุนไพรเดือนละไม่ต่ำกว่า 20 ราย ทั้งในส่วนของผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่ไม่ได้เจ็บป่วยมาก่อน จึงทำเรื่องร้องเรียนส่งต่อไปยัง อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แล้ว

ทำไมยาสมุนไพรถึงเป็นที่นิยมและความเชื่อมากๆ
จากการสังเกตพฤติกรรมผู้ที่ซื้อยาสมุนไพรมาใช้ พบว่าซื้อมาเพราะคำว่า เขาเล่าว่าดี โดยได้รับแต่ข้อมูลด้านดีไม่รู้ในข้อมูลที่ไม่ส่งผลกระทบเลย การอ้างสรรพคุณรักษาเหมือนกับว่ารักษาได้ทุกอาการของโรค ซึ่งในทางความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล กำกับเรื่องการโฆษณาอย่างเข้มงวด

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีคำแนะนำและขอเตือนผู้บริโภคด้วยความหวังดีว่า หากจะซื้อยาสมุนไพรมารับประทาน ควรมีการปรึกษาผู้ที่มีความร็และเชี่ยวชาญจริงๆ ที่มีการรองรับจากหน่วยงานราชการ เช่น เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้ยาสมุนไพรที่เห็นอยู่ตามท้องตลาดเราไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้ แต่การใช้ต้องใช้อย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งไม่มียาไหนสามารถรักษาได้ทุกโรค แต่ละโรคมีความแตกต่างกัน ยิ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคไตจะได้รับผลกระทบเร็วมาก ภายใน1-2 วันที่ใช้ก็สามารถตัวบวม เพราะของเสียคั่งในระบบ ฟอสฟอรัสสูง โพแทสเซียมสูง และทำให้หัวใจวายได้

ทานฟาสต์ฟู้ดอย่างไรไม่ให้อ้วน

อาหารแต่ละชาติมีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกัน หลายคนคิดว่าอาหารญี่ปุ่นสิที่อร่อย และยังดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง แต่ถ้าตุณเป็นแฟนอาหารญี่ปุ่นจริงจะทราบว่าราเมงต้นตำรับมีรสค่อนข้างเค็ม ผักดองเครื่องเคียงต่างๆ ก็เค็ม รวมไปถึงเนื้อย่างยากินิขุต่างๆ ที่ยั่วน้ำลายของเราสุดๆ แต่ก็แลกมากับพลังงานที่สูงปรี๊ดด้วยเช่นกัน อาหารไทยเองถึงจะมีผักมาก แต่เหล่าแกงกะทิ และอาหารไขมันสูงอย่าง ข้ามมันไก่ ข้าวขาหมู ก็ทำเราอ้วนได้ง่ายๆ

ที่ดูจะทำให้เราอ้วนง่ายสุดๆ คงหนีไม่พ้นอาหารฝรั่งอย่างจั๊งค์ฟูด พวกเฟรนช์ฟรายส์ แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด หอมทอด และสารพัดอาหารไขมันสูง พลังงานสูงต่างๆ หากเรากินอาหารพลังงานสูงโดยที่ร่างกายของเราเผาผลาญไม่หมด เพราะขาดการออกกำลังกาย ไขมันรอบเอวรอพุงถามหาเราแน่ๆ

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กายเป็นไทย แต่ใจและกระเพาะอาหารเป็นฝรั่ง ชอบอาหารตะวันตกมากๆ แต่ก็กลัวอ้วน มีคำแนะนำมาฝาก รับรองว่าได้กินอาหารที่ถูกปาก ถูกใจ และไม่รู้สึกผิดกับร่างกายได้แน่นอน

  • กินเนื้อ กินแป้งได้ แต่อย่าลืมกินผัก!
    คนที่กินผักน้อย หรือไม่กินผักเลย ฟังเอาไว้ให้ดี หากคุณยังคิดจะกินอาหารตะวันตกอยู่โดยที่ไม่แตะต้องผักเลยแม้แต่น้อย ยังไงคุณก็อ้วนแน่ๆ ชาวต่างชาติหลายคนที่ยังคงรักษาหุ่นของตัวเองให้ผอมอยู่ เขามีเคล็ดลับง่ายๆ แค่ต้องกินผักด้วยทุกมื้อ ผผัดที่พวกเขากินกันคือ “สลัด” กินกันเป็นจานๆ ใหญ่ๆ และกินเป็นอาหารจานแรกก่อนที่จะหันไปกินอาหารจานหลักที่เป็นคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน การกินสลัดนอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณผัก กากใยอาหารให้กับร่างกายแล้ว ยังทำให้เราอิ่มง่าย โดยที่ไม่ต้องกินคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนมากเกินความจำเป็น

สั่งอาหารฝรั่งกินบนโต๊ะครั้งหน้า อย่าลืมสั่งสลัดมากินกันก่อนอาหารจานหลักด้วย

  • กินไขมันดี จากน้ำมันมะกอก
    อาหารตะวันตกเป็นอาหารที่ใช้น้ำมันมะกอกกันอย่างหลากหลาย (ในขณะที่บ้านเรามักใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมูในการประกอบอาหารมากกว่า) โดยการใช้น้ำมันมะกอกหลากหลายชนิดให้เหมาะสมกับแต่ละเมนูอาหาร จะทำให้เราได้คุณค่าทางสารอาหารจากน้ำมันมะกอกอย่างครบถ้วน น้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin เอาไว้ใช้ผสมในน้ำสลัด หรือทำเป็นซอสพาสต้า โดยไม่ผ่านความร้อน แต่ถ้าอยากผัดหรือทอด สามารถใช้น้ำมันมะกอกชนิด Extra Light ได้

ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก จะเข้าไปช่วยลดไขมันในเลือดได้ ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

  • รับประทานในบริมาณน้อย
    เมื่ออาหารตะวันตกหลายชนิดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ทั้งแป้ง ไขมันจากสัตว์ ครีม ชีส น้ำตาล น้ำมันจากการทอด ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ การจำกัดปริมาณในการรับประทานให้เหมาะสม อาหารต่อมื้อที่ทานต้องไม่มากเกินไปจนให้ได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็น นั่นหมายถึง อยากกินไก่ทอด อยากกินแฮมเบอร์เกอร์ อยากกินเบคอน ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้ แต่ให้กินในปริมาณน้อยๆ เท่านั้นเอง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    รักที่จะกิน ก็อย่ามัวแต่กินอย่างเดียว อยากกินเยอะ ก็ต้องออกกำลังกายเยอะ แต่อย่างที่เราทราบกันดีกว่าเราไม่ได้แค่วิ่ง 1 กิโลเมตรแล้วจะเผาผลาญสปาเกตตี้ครีมซอส 1 จาน แต่เราอาจจำเป็นจะต้องวิ่งเป็น 10 กว่ากิโลเมตรเลยก็ได้ ดังนั้นต่อให้อาหารอร่อยถูกปากมากแค่ไหน คิดถึงตอนที่ต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไปด้วย หากเรารักษาสมดุลระหว่างกินเข้ากับเผาผลาญออกได้ใกล้เคียงกันอยู่เสมอ เราก็ไม่มีทางอ้วนแน่นอน

สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่กินอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เมนูเดิมๆ ทุกวัน รวมไปถึงคำนึงด้วยว่าในแต่ละมื้อได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่หรือไม่ มื้อไหนหนักแป้ง มื้อต่อไปควรลดแป้ง เป็นต้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด รับรองว่าจะกินอะไรก็ไม่อ้วนแน่นอน

อาหารแปรรูป ภัยร้ายของคนยุคปัจจุบัน

75% ของการเสียชีวิตของคนไทย มาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่ง 22.05 ล้านคน ป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม ซึ่งคนไทยกินเค็มกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำถึง 2 เท่า นั่นคือ ราว ๆ 4,352 มิลลิกรัม/วัน ขณะที่เราไม่ควรกินเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน

สูญเสียกันไปเท่าไหร่กับโรคที่เกิดจากการกินเค็ม? แน่นอนว่ามูลค่านั้นสูงทีเดียว การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มสูงถึง 98,976 ล้านบาท/ปี จากค่ารักษาพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด กับไตวายระยะสุดท้าย

10,000,000 คน คือตัวเลขของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นตัวตั้งส่งผลถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไต ที่ทำงานหนักขึ้น จนเป็น “ไตวายเรื้อรัง” และล้างไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เสียค่าใช้จ่ายต่อปีราว ๆ 200,000 บาท หากรวมค่ายาด้วยก็แตะค่าใช้จ่ายถึง 400,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

เราจึงไม่สามารถปล่อยให้ทีมแพทย์รักษาผู้ป่วยที่เกิดจากติดเค็มได้ฝ่ายเดียว ดังนั้นการป้องกันและให้ความรู้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก โครงการ “ลดเค็ม ลดโรค” ของโครงการรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยการสนับสนุจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการบริโภคโซเดียม และหันกลับมาบริโภคเค็มในระยะที่ปลอดภัย

เครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียม
ไม่ว่าจะเป็น ‘เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส กะปิ และซอสหอยนางรม’ นับเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมผสมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น คือพฤติกรรมของคนไทยที่เพิ่มรสเค็มลงไปในอาหาร เช่น เติมพริกน้ำปลาลงไปในข้าว เติมน้ำปลาลงในก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น จึงไม่แปลกที่ทำให้การบริโภคเค็ม/วัน เกินมาตรฐานของ WHO ไปถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรส

  • เกลือ 1 ช้อนชา = 2,000 มิลลิกรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ = 1,160-1,420 มิลลิกรัม
  • ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ = 690-1,420 มิลลิกรัม
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ = 1,150 มิลลิกรัม
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ = 1,430-1,490 มิลลิกรัม
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ = 420- 490 มิลลิกรัม

นอกจากเครื่องปรุงรสแล้ว อาหารที่คนไทยนิยมกินและมีปริมาณโซเดียมสูงมาก คือ ‘อาหารแปรรูป’ มาดูกันว่า อาหารแปรรูปแต่ละชนิดมีปริมาณโซเดียมอยู่เท่าไหร่

  • ขนมปัง แผ่น 1 แผ่น = 120-140 มิลลิกรัม
  • โดนัท 1 ชิ้น = 180 มิลลิกรัม
  • ซาลาเปา 1 ชิ้น = 200 มิลลิกรัม
  • ขนมเค้ก 1 ชิ้น = 400 มิลลิกรัม
  • แหนมย่าง 1 ไม้ = 480 มิลลิกรัม
  • ลูกชิ้นหมู 15 กรัม = 320 มิลลิกรัม
  • โบโลน่าหมู 15 กรัม = 410 มิลลิกรัม
  • หมูแผ่น 30 กรัม = 862 มิลลิกรัม
  • หมูยอ 2 ช้อนโต๊ะ = 227 มิลลิกรัม
  • ไข่เค็ม 1 ฟอง = 300-500 มิลลิกรัม
  • โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง = 1,900 มิลลิกรัม
  • น้ำจิ้มข้าวมันไก่ 1 ช้อนโต๊ะ = 214 มิลลิกรัม
  • น้ำจิ้มสุกี้ 1 ช้อนโต๊ะ = 280 มิลลิกรัม
  • ซุปก้อน 1 ก้อน = 2,600 มิลลิกรัม
  • ส้มตำปู 100 กรัม = 2,000 มิลลิกรัม
  • ต้มยำปลากระป๋อง 100 กรัม = 3,000 มิลลิกรัม
  • แกงเลียง โซเดียมเฉลี่ย = 800 มิลลิกรัม
  • บะหมี่น้ำหมูแดง = 1,500 มิลลิกรัม
  • ก๋วยจั๊บ = 1,450 มิลลิกรัม
  • ผัดไท = 1,200 มิลลิกรัม

อาหารที่เรากินเข้าไป เผลอ ๆ แค่เพียง 1 มื้อ ก็ทำให้ปริมาณโซเดียมที่เราควรบริโภคก็เกินแล้ว แต่เราสามารถบอกแม่ค้า พ่อค้าได้ว่า ใส่น้ำปลาเล็กน้อย หรือไม่ใส่เลยก็ได้ ส่วนอาหารแปรรูปนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็เลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง หาก ‘ลดเค็ม’ ลงตั้งแต่วันนี้ พร้อมกับ “ลดหวาน ลดมัน” ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้สุขภาพดี และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแน่นอน

7 วิธีลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย

หลายๆ คนคงมีปัญหาเรื่อง “ความอ้วน” และมักจะลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึง การทานอาหารมากตามใจอยาก แล้วล้วงคออาเจียน และการซื้อยาลดน้ำหนักมาทานเอง โดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

เมื่ออ้วน แล้วควรทำอย่างไร ??

คำตอบง่ายๆ ก็คือ ลดน้ำหนัก แต่ต้องลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี และปลอดภัย

การลดน้ำหนักที่ปลอดภัย มีดังนี้

1. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานมากกว่าที่เรารับประทาน
อาหาร เราควรใช้พลังงานจากอาหารในแต่ละวันและใช้พลังงานส่วนหนึ่งที่เก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน จะทำให้น้ำหนักลดลงได้

2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีพลังงานสมดุลกับกิจกรรม

3. เลือกทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น อกไก่ ปลา

4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่มีไขมันแฝงในปริมาณมาก เช่น ฮอทดอก หมูยอ กุนเชียง

5. ดื่มนมพร่องมันเนย ทานผัก และผลไม้ที่รสไม่หวานจัด เพิ่มขึ้น

6. ไม่ควรดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม และไม่กินจุบกินจิบ โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันมาก

7. รับประทานอาหารหลากหลายชนิด จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน เช่น วิตามิน เกลือแร่

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำก่อนนอน เพื่อการนอนหลับที่ดี

เคยไหมที่ตั้งใจจะนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน แต่พอถึงเวลาจริงกลายเป็นว่านอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่นมากลางดึกสะงั้น วันนี้เรามาแชร์วิธีการนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพให้สาวๆ ทุกคนได้รู้กัน มาดูกันดีกว่าว่าก่อนนอนสาวๆ ควรบอกเลิกพฤติกรรมใดบ้างเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนในแต่ละคืน

1. เก็บความเครียดไว้

แน่นอนว่าเมื่อร่างกายมีความรู้สึกเครียด จะส่งผลทำให้รู้สึกหงุดหงิด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเข้านอน หากสาวๆ ยังปล่อยให้ตัวเองเครียดก็ย่อมทำให้การนอนในคืนนั้นไม่ราบรื่นอย่างที่ควร ดังนั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองเครียด ก็ควรที่จะหาอะไรทำเพื่อคลายความเครียดเสียก่อนแล้วจึงค่อยเข้านอน

2. สระผมก่อนเข้านอน

แม้ว่าวันนั้นจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ก็ไม่ควรสระผมก่อนเข้านอนเด็ดขาด เพราะการเข้านอนในสภาพที่หัวเปียก จะทำให้ร่างกายรู้สึกไม่สบายตัว อีกทั้งยังเป็นการสร้างเชื้อราบนหมอนและที่นอนอีกด้วย เอาเป็นว่าเหนื่อยล้ามาแค่ไหน ก็อาบน้ำเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายเท่าที่ควร ค่อยตื่นมาสระในตอนเช้ายังดีกว่า

3. สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น

หากสาวๆ ต้องการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ สิ่งที่ควรเลิกทำก่อนเข้านอนก็คือเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือที่ชวนให้ลุ้น หรือการดูหนังดูซีรีส์ที่ทำให้ใจเต้นแรง รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกมีพลังงานล้นเหลือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณลืมเวลานอนได้

4. เล่นเกมอย่างเมามันส์

แม้ว่าเกมจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย แต่การเข้านอนหลังจากเล่นเกมเสร็จทันที จะทำให้คุณนอนหลับได้ยาก เพราะอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจนทำให้รู้สึกตื่นเต้น จะทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวจนนอนไม่หลับทั้งคืนเลย สำหรับใครที่ชอบเล่นเกมก่อนนอน แนะนำให้หากิจกรรมเบาๆ ทำหลังเล่นเกมเสร็จก่อนเข้านอนจะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

5. เข้านอนกับสัตว์เลี้ยง

เข้าใจว่าสาวๆ หลายคนติดสัตว์เลี้ยงยิ่งกว่าอะไร แต่เพื่อการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเอาสัตว์เลี้ยงสุดรักเข้ามานอนด้วยกัน เพราะสัตว์เลี้ยงบางตัวอาจส่งเสียงรบกวน ทำให้คุณต้องตื่นนอนมาเป็นช่วงๆ ส่งผลทำให้ตื่นนอนในยามเช้าแล้วปวดหัวได้ และที่สำคัญอาจทำให้เกิดอาการแพ้และหายใจไม่สะดวกได้อีกด้วย

การนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพในแต่ละคืน ไม่ใช่เรื่องยากที่สาวๆ ทำกันไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะยอมบอกเลิกพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคภในการนอนหรือเปล่า เพราะบางอย่างก็กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำกันอยู่ทุกคืน แม้จะสร้างอุปสรรคในการนอนก็ตาม

รองช้ำ คืออะไร ทำความรู้จักโรครองช้ำ

โรครองช้ำหรือโรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยจะมีอาการปวดส้นเท้าที่บางคนหรือหลาย ๆ คนอาจคิดว่าเป็นการปวดเมื่อยธรรมดา หรือเป็นอาการบาดเจ็บชั่วคราวของกล้ามเนื้อ ทั้งที่จริงอาจเป็นสัญญาณของโรครองช้ำที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว


อาการของโรครองช้ำ

โรครองช้ำจะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า ระยะแรกอาจเกิดหลังการออกกำลังกาย เดิน หรือยืนนาน ๆ แต่เมื่ออาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา อาการจะชัดเจนเมื่อลุกขึ้นเดิน 2-3 ก้าวแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หรือหลังจากนั่งพักขาเป็นเวลานาน โดยจะรู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้า เนื่องจากเกิดการกระชากของเอ็นฝ่าเท้าที่อักเสบอย่างทันทีทันใด แต่เมื่อเดินไประยะหนึ่งเอ็นฝ่าเท้าจะค่อย ๆ ยืดหยุ่นขึ้น อาการเจ็บส้นเท้าจึงค่อย ๆ ทุเลาลง

ผู้ที่เสี่ยงโรครองช้ำ

– ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากไขมันส้นเท้าจะบางกว่า เอ็นและกล้ามเนื้อของน่องและฝ่าเท้าไม่แข็งแรงเท่า

– นักวิ่ง เนื่องจากเป็นกีฬาที่ใช้เท้าและส้นเท้าเป็นเวลานาน

– คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ยืนนาน หรือ เดินนาน เป็นต้น

รักษาโรครองช้ำ

รักษาโรครองช้ำสามารถเริ่มดูแลจากตนเองและควรพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาถ้ามีอาการรุนแรง

1. รักษาด้วยตัวเอง

– เลือกรองเท้าที่เหมาะสม มีเจลรับแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าเป็นพิเศษ หรือเจาะรูที่พื้นรองเท้าให้เป็นวงกลม เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดทับบริเวณที่อักเสบ

– บริหารโดยยึดพังผืดฝ่าเท้าสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น ช่วยลดแรงกระชากบริเวณจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้า ส่วนในรายที่พังผืดตึงมาก ๆ ให้ แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนทำการยึดประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้พังผืดอ่อนตัว และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดอาการเจ็บขณะบริหาร

– ลดน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวยังคงมากอยู่ควรเปลี่ยนไปออกกำลังชนิดอื่น ที่ไม่มีการกระแทกบริเวณส้นเท้าก่อน เช่น การว่ายน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน

– การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกยึดเอ็นร้อยหวาย ซึ่งมีการศึกษาพบว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

2. การรักษาโดยแพทย์ ปัจจุบันสามารถรักษาโดยทำการฉีดสเตียรอยด์ เฉพาะที่เพื่อลดอาการอักเสบ การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Therapy) บริเวณที่เจ็บปวดโดยตรงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการรักษา ส่วนมากใช้ในกรณีที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาชนิดอื่น และสุดท้ายคือ การผ่าตัด ซึ่งพบได้น้อย จะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้ว แต่ยังไม่หาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและการวินิจฉัยของแพทย์

ปัจจัยเสี่ยงโรครองช้ำ

1. การรับน้ำหนักเป็นเวลานาน: การใช้งานที่มากเกินไปจนร่างกายทนไม่ไหว เช่น การฝึกวิ่งที่หักโหม จนเกินไป หรือการวิ่งในระยะทางที่ไกลเกินไป

2. ทำกิจกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม: การวิ่งบนพื้นแข็ง หรือการเพิ่มระยะทางการเดิน วิ่งมากขึ้นจากเดิม

3. สวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสม: เช่น รองเท้าที่ไม่มีพื้นบุรองส้นเท้าหรือ บางเกินไป

4. น้ำหนักตัวมากเกินไป: ในคนอ้วนมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่า เนื่องจากแรงกระแทกจะมีการแปรผันตามน้ำหนักตัวที่ลงไปบนส้นเท้า

5. ปัจจัยทางโครงสร้างร่างกาย: เช่น อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป เท้าแบนเกินไป หรือเส้นเอ็นยึดบริเวณน่อง ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเท้าได้ตามปกติ

6. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือข้อสันหลังอักเสบ: อาจทำให้มีโอกาสเกิดการอักเสบที่เส้นเอ็นในจุดใดจุดหนึ่งที่เชื่อมต่อกับกระดูก ทำให้มีโอกาสเกิดพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบได้

7. เอ็นร้อยหวายยึด: ทำให้ส้นเท้าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ

อุปกรณ์ช่วยรักษาโรครองช้ำ

– Night Splints เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เท้าของผู้ป่วยอยู่ในตำแหน่งปกติในเวลานอน ช่วยรักษาเส้นเอ็นให้หายเร็วขึ้น เมื่อผู้ป่วยตื่นขึ้นในตอนเช้าจะช่วยลดความเจ็บปวดของส้นเท้าลง

– Shoe Inserts การใช้แผ่นรองเท้าที่ดีนั้นจะช่วยลดแรงกระแทกที่ฝ่าเท้ากระทำกับพื้นรองเท้า