เทคนิค ซื้อหารองเท้าวิ่งคู่ใหม่ให้ได้คู่ที่เจ๋งสุด

เทรนด์ของการบริการร่างกายกำลังมาแรงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่ง อ่านได้จาก  Facebook ที่เพื่อนๆสลับกันโชว์ภาพชูเหรียญวิ่งมาราธอนงานใหม่ๆ กันทุกอาทิตย์ตั้งแต่เช้าตรู่ 
 
ในขณะที่เราเพิ่งขยี้ตาตื่น ถ้ามันจะอินเทรนด์เพียงนี้แล้วสำหรับคนที่อยากมาทดสอบวิ่งบ้าง จะเริ่มเช่นใดให้ง่ายที่สุด มั่นใจว่าอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดคงต้องเป็นรองเท้า และถ้าหากจะเลือกรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ให้ดีที่สุด เรามีเทคนิคแบบนักมาราธอนมาฝาก
 
1. เลิกเอารองเท้าผ้าใบที่ใส่ไปเที่ยวตามศูนย์การค้ามาใส่วิ่ง เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่งจะดีกว่าครับ ทุกท่านบอกว่ารองเท้าผ้าใบก็อย่างเดียวกัน แต่จริงๆแล้วรองเท้าที่ออกแบบเพื่อวิ่งเป็นพิเศษจะรองรับน้ำหนักได้เหนือกว่าซึ่งจะป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะบังเกิดได้ดีกว่ารองเท้าผ้าใบทั่วไป ข้อนี้ง่ายๆครับ เลือกที่เป็น Running Shoes เป็นอันจบ
 
2. นอกจากเลือกรองเท้าให้กะทัดรัดกับรูปเท้า ยืดหยุ่นสูงแล้ว ขอบอกว่าพื้นรองเท้าก็มีผลต่อการวิ่งไม่น้อย ลายของพื้นรองเท้าควรเลือกแบบที่หนา และเส้นบนพื้นรองเท้าควรมีเส้นที่ลึกและเส้นเป็นทางขวางยาว เพราะรองเท้าวิ่งที่หนาจะสนับสนุนรองรับแรงปะทะจากการวิ่ง ส่วนลายบนพื้นรองเท้าบริเวณฝ่าเท้าควรมีลายขวางยาวให้รองเท้ายืดหยุ่นได้ง่ายและช่วยเพิ่มแรงในการส่งตัวเพื่อดันไปด้านหน้าทำให้วิ่งได้ดีขึ้น
 
3. วิธีการการลองสำคัญมาก ควรลองโดยการลองรองเท้าทั้ง 2 ข้าง เพราะโดยทั่วไปเท้าซ้ายและขวาปกติของเราจะไม่เท่ากัน การเลือกโดยลองสวมเพียงคนเดียว อาจจะได้รองเท้าที่คับ หรือ หลวมเกินพอดีได้ แล้วผูกเชือกรองเท้าให้แน่น กดที่ด้านหัวของรองเท้า เพื่อเช็คว่าปลายเท้าเราพอดีกับรองเท้าจากนั้นตรวจสอบโดยเดินไปรอบๆ
 
4. นำถุงเท้าไปเองในวันที่ซื้อรองเท้า เหตุด้วยการที่ใช้รองเท้าของที่ร้านความหนาของถุงเท้าที่ร้าน ไม่เหมือนกับถุงเท้าที่บ้าน ด้วยเหตุนั้นแนะนำให้นำถุงเท้าคู่โปรดติดตัวไปลองรองเท้าวิ่งด้วยจะยอดเยี่ยม หรือเลือกซื้อถุงเท้าที่คู่ควรกับการวิ่งที่ร้านกลับมาพร้อมด้วยรองเท้าเป็นชุดคู่กันก็โอเคครับ
 
5. จริงอยู่ว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่มัธยัสถ์ที่สุด และรองเท้าวิ่งก็มีหลายหลากราคาให้เลือก เพราะเช่นนั้นก็เลือกให้พอเหมาะกับเงินในกระเป๋าด้วย และสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่เหมาะกับคุณหรือเปล่า ถ้ารองเท้าที่ราคาสูงเกินไปก็คงจะไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปครับ ลองวิ่งไปก่อนจนรู้ว่าวิ่งเป็นการบริการร่างกายที่เข้ากับชีวิตตนเอง ค่อยขยับเลือกรองเท้าที่ราคาสูงขึ้นก็ไม่สายครับ
 
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่อยากให้ลืม การวิ่งไม่ใช่ราคา หรือแบรนด์ของรองเท้า แต่มันคือการออกไป “วิ่ง” เพื่อออกกำลังต่างหาก ออกไปวิ่งกันครับ

7 พฤติกรรม ทำหน้าแก่กว่าวัย

หน้าแก่ก่อนวัย ทำไงดี ไม่อยากแก่กว่าวัยอ่านด่วน ! คงไม่อยากมีใครที่หน้าแก่กว่าวัย ถูกเรียกพี่ทั้งๆที่อายุน้อยกว่า หรือถึงขั้นป้า ทั้งๆที่ยังเป็นวัยเริ่มทำงาน แล้วสาเหตุเกิดจากอะไร เรามาดูกันเลย จะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำ

1. ยืนตากแดดนานๆ : ทุกนาทีที่เรายืนตากแดดแม้ว่าจะรู้สึกดีแต่มันจะค่อยๆทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินของคุณ การตากแดดเป็นเวลานานจะทำให้โมเลกุลเหล่านี้กลายเป็นแป้งหยาบๆ และแสงแดดยังทำลายดีเอ็นเอของผิวหนังซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังได้ในที่สุด ขอแนะนำให้ทาครีมกันแดด ส่วนในเวลากลางคืนหลังจากที่อาบแดดมาทั้งวันแล้ว ควรทาน้ำมันสูตรชะลอความแก่ลงบนใบหน้าเพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นในยามหลับ

2. รับประทานน้ำตาล เครื่องดื่มและอาหารที่มีสารฟรุกโตสเข้มข้น : น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จะทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นในเนื้อเยื่อของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่ามันจะทำให้โมเลกุลเปราะบาง และหากผิวหนังกับหลอดเลือดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาลมันก็จะยิ่งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและโมเลกุลที่ต้านการอักเสบโดยธรรมชาติ เช่น ผักคะน้า, โยเกิร์ต, ปลาเนื้อขาว, น้ำมันมะกอกและเสาวรส

3. ทำความสะอาดผิวหน้าเกินความจำเป็น : การขัดถูผิวหน้าหรือการบำรุงผิวที่มากจนเกินไป เพียงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อชะลอความแก่สูตรอ่อนโยนก็ทำให้ผิวพรรณสะอาดผ่องใสได้แล้ว แถมยังไม่ต้องสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปอีกด้วย และที่สำคัญอย่าลืมทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งหลังล้างหน้า

4. ออกกำลังกายแบบหักโหม : การออกกำลังกายมากเกินไปจะเป็นการทำร้ายใบหน้าและร่างกาย ควรทำแต่พอดี หากหักโหมมากเกินไปร่างกายของคุณจะเครียด และระดับคอร์ติซอลในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ดูซูบซีดและอ่อนเพลีย

5. พักผ่อนน้อย : การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายและผิวของคุณจะได้ซ่อมแซมและฟื้นฟู เมื่อไรก็ตามที่เรานอนน้อยเกินไป ผิวของเราจะซีดเซียวและปรากฏรอยคล้ำบริเวณใต้ตา และอย่ารับประทานอาหารดึกจนเกินไป ซึ่งจะช่วยทำให้นอนหลับสนิทและสบายยิ่งขึ้น และการทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์สูตรผสมเชียนัทบัทเตอร์ในตอนกลางคืนก็จะยิ่งช่วยบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น

6. ดื่มน้ำน้อย : เนื้อเยื่อและผิวหนังของเราก็ต้องการน้ำเพื่อรักษาศักยภาพการทำงานของเซลล์ ผิวที่ขาดน้ำจะสูญเสียความยืดหยุ่นซึ่งทำให้เราดูแก่และเหนื่อยล้า ขณะเดียวกันหากดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอก็จะทำให้เราดูดีและรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น

7. ใช้ผลิตภัณฑ์ความงามมั่ว : หลายคนซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบมั่วๆ ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ สาเหตุเกิดจากการขาดความรู้ในการบำรุงผิวและชะลอความแก่อย่างถูกต้อง ดังนั้นควรขอคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผล

เรียบเรียงโดย Riya www.eduzones.com