การใช้ชีวิตประจำวันแบบง่ายๆก็สามารถช่วยคุณลดน้ำหนักได้

            ก่อนหน้านี้เคยแนะนำการลองปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ เพื่อช่วยให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องออกกำลังกายไปบ้างแล้ว ซึ่งครั้งนั้นจะให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด กินน้ำก่อนกินข้าว 

เลือกสีและขนาดของจานให้เล็กลง รวมถึงเปลี่ยนกินขนมหวานมาเป็นผลไม้น้ำตาลน้อยแทน วันนี้เรามีวิธีการใหม่ๆมาให้คนที่สนใจลดน้ำหนักแบบไม่ต้องออกกำลังกายมาทดลองทำเพิ่มกันค่ะ

  1. ให้กินน้ำชาเขียว โดยจะเลือกเป็นชาเขียวร้อนหรือชาเขียวเย็นก็ได้ เพราะคุณสมบัติของชาเชียวจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี แต่มีข้อแม้ว่า ชาเขียวไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นห้ามใส่น้ำตาลนะจ๊ะ และที่สำคัญขนมทุกชนิดที่ใส่ชาเขียวไม่ได้อยู่ในสูตรลดน้ำหนักอันนี้จ๊ะเพราะขนมชาเชียวพวกนั้น น้ำตาลเยอะยิ่งกินมากร่างการยิ่งอ้วน
  2. ถึงเราจะไม่ชอบออกกำลังกายมากแค่ไหน แต่เราก็ควรจะมีการขยับเนื้อขยับตัวบางนะจ๊ะ เช่น การเดินขึ้นลงบันได การบิดตัวซ้ายขวา เวลารู้สึกเมื่อยล้าหรือเวลาที่ต้องนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆก็ควรไปเดินยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง เพราะจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นและเป็นการเผาผลาญพลังงานไปในตัว
  3. มื้อเช้าให้เน้นกินโปรตีน เช่น นม ไข่ต้ม หรือเนื้อปลา อย่ากินอาหารจำพวกแป้งเยอะเพราะทำให้อ้วนง่าย
  4. ควรมีระเบียบในการกิน ไม่ว่าจะกินอาหารแบบนับแคลอรีหรือการกินอาหารแบบ IF เราก็ควรทำตามหลักการกินที่เราเลือกไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่กินวันเว้นวันเพราะมันจะไม่มีทางเห็นผลแน่นอน ซึ่งการกินอาหารแบบนับแคลอรีนั้น คุณสามารถดาวน์โหลดแอพมาช่วยในการคำนวณแคลอรีของอาหารได้ แต่หากเป็นการกินแบบ IF ก็ควรเคร่งครัดเรื่องของเวลาให้ได้ตามกำหนด 
  5. และสุดท้ายเหนืออื่นใดเลยก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  ควรมีการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการนอนของเราเสียใหม่จากเดิมที่มัวแต่ดูซีรี่ย์เกาหลีนอนจนดึกดื่นหรือนอนจนเกือบเช้าก็หันมานอนเร็วสัก 4 ทุ่มก็ควรนอนได้แล้ว และควรตื่นนอนเช้าหน่อยเพื่อให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมน มาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้ดีอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วก็รีบเข้านอนกันนะจ๊ะ

สำหรับนี่ก็เป็นอีก 6 หัวข้อเล็กๆที่นำมาฝากกันสำหรับคนอยากผอมแต่ไม่อยากออกกำลังกาย เทคนิคเล็กๆน้อยๆนี้ค่อยๆเริ่มทำไปคุณก็จะชินไปเองและจะรู้สึกว่าไม่ได้ฝืนทำ แต่ถ้าอยากผอมเร็วๆวิธีการที่ดีที่สุดก็ยังเป็นการออกกำลังกายอยู่นะ

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ร้านอาหารที่เน้นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ที่คนรักสุขภาพต้องไปลอง

          ทุกวันนี้ไปที่ไหนก็จะเห็นแต่คนใส่ในใจสุขภาพ อาหารและเครื่องดื่มรวมถึงขนมต่างๆที่ทำเพื่อคนรักสุขภาพจึงมีเกิดขึ้นมากมาย  ซึ่งบางคนที่เพิ่งจะมาลองสนใจเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพอาจจะยังไม่ทราบว่า ร้านสำหรับเพื่อสุขภาพมีที่ไหนดีและอร่อยบ้าง

วันนี้เราจึงจัดสรร ร้านที่บรรยากาศดี น่านั่งและที่สำคัญอาหารที่จำหน่ายในร้านเป็นอาหารเพื่อคนรักสุขภาพทั้งสิ้น วันนี้จะมีร้านไหนแนะนำบ้างไปดูกันค่ะ

  1.  Greenmade Café  สำหรับร้านแรกที่แนะนำนี้ว่ากันว่าเจ้าของร้านเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ดังนั้นอาหารทุกจานที่นำออกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าจึงผ่านการคัดสรร มาเป็นอย่างดีทั้งวัตถุดิบ และรสชาติก็อร่อย ที่นี่มีการการันตีถึงความอร่อยและเน้นนำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีประโยชน์มาทำอาหารให้กับลูกค้าเท่านั้น นอกจากอาหารจะน่าทานแล้วบรรยากาศของร้านก็น่านั่งด้วยค่ะ หากใครสนใจที่จะไปลองใช้บริการ ร้านอยู่ที่ อาคาร AIACapital Center ชั้น 2 ตรงถนนรัชดา 
  2. ( Not Just ) Another Cup  ต้องบอกเลยว่าอาหารเช้าของที่นี่อร่อยมากกกก เป็นอาหารที่เอาใจคนรักสุขภาพ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มบรรยากาศของร้านไม่เหมือนกับร้านอาหารแต่เหมือนบ้านมากกว่า เหมาะกับการทานกับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางการตกแต่งก็เน้นแบบเรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น รสชาติอาหารก็อร่อยทุกอย่างและที่นี่ยังมีขนมหวานที่เสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนๆแล้วอร่อยลงตัวเป็นอย่างมาก หากใครสนใจร้านอยู่ที่ซอยสาทร 10 ถนนสาทรใต้
  3. Brekkie   ร้านนี้เป็นร้านของนักร้องชื่อดัง เบสท์ นิชชารีย์  เป็นอาหารเพื่อคนรักสุขภาพอีกร้านที่อยากแนะนำให้ไปลองทานเพราะอาหารอร่อยทุกเมนู  บรรยากาศร้านก็เรียบๆสบายๆ หากมีเวลาลองแวะไปชิมอาหารได้ที่ซอยพร้อมศรี ถนนสุขุมวิท 39
  4. Peef Juice Bar& Fruit Café   สำหรับที่ร้านนี้จะเน้นการแต่งร้านสไตล์โฮมคุก จุดเด่นของร้านนี้จะเป็นน้ำผลไม้แท้ร้อยเปอร์เซ็น ไม่ใส่สารอะไรเลย และที่นี่ทั้งอาหารและน้ำผลไม้เป็นสูตรพิเศษที่ทางเจ้าของร้านคิดค้นขึ้นมาเอง รับรองว่าชิมสักครั้งแล้วจะติดใจในรสชาติ  หากสนใจสามารถแวะมาได้ที่ ซอยเอมัย 19
  5. และอีกร้านที่อยากแนะนำคือ Juice Box   สำหรับร้านนี้จะเป็นร้านเครื่องดื่มที่ทำมาจากผักและผลไม้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของที่นี่จะทั้งสดและใหม่ การนำผักและผลไม้มาปั่นผสมกันได้อย่างลงตัวรสชาติถูกปากคนที่ชอบอาหารเพื่อสุขภาพเป็นอย่างมากแถมที่ร้านยังมีหลายเมนูให้เลือก หากอยากลองชิมสามารถแวะไปชิมได้ที่  ตึก East   ตรง SCB Park 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยลาว

ดื่มน้ำผลไม้ได้ประโยชน์อย่างไร 

ในเหล่าบรรดาอาหารชนิดต่างๆที่เรากิน  ผักสด ผลไม้สด  ซึ่งจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิดแต่ถ้าหากว่าเรานั้นเอามาแปรรูปมาเป็นน้ำผักและผลไม้เรายังจะได้สารอาหารที่ครบถ้วนอยู่หรือเปล่าซึ่งวันนี้เราจะมาอ่านกัน 

  • คุณค่าของน้ำผลไม้มีทั้ง  2 ชนิด คือ แต่ถ้าจะให้เรานั้นเปรียบเทียบคุณค่านั้นจะไกล้เคียงกัน แต่ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างผลไม้ และน้ำผลไม้สดๆ ซึ่งผลไม้สดนั้นย่อมจะดีกว่าซึ่งแน่นอนว่าได้ว่าได้รับวิตามมินที่เต็มที่เพราะว่าระหว่างที่คั้นผลไม้อาจจะโดนแสงแดดและก็ทำให้การจัดเก็บนั้นนานจึงทำให้วิตามินและแร่ธาตุบางชนิดสูญหายไป เช่น วิตามินซี  หรือว่าวิตามินเอ แต่ถ้าถูกแสงก็จะสลายไปหมด 
  • และอีกแบบหนึ่งคือการกินผลไม้สิ่งที่ขาดหายไปคือใยอาหารซึ่งในปัจจุบันกินผักน้อยลงมาก จึงได้ไฟเบอร์หรือว่าใยอาหารน้อย นักโภชนาการเองซึ่งก็เคยคาดหวังว่าเมื่อคนกินผักน้อยหรือว่าไม่กินผักเลยเพราะว่าผักนั้นไม่อาร่อย หรือว่าขี้เกียจเคี้ยวซึ่งประชาชนนั้นก็หน้าที่กลับมากินผลไม้สดๆแต่ว่ากลับเปล่าเลยกลับไปหันกินน้ำผลไม้แบบที่ทำสำเร็จรูปมากินแทนเพราะว่าสะดวกสบายไม่ต้องเคี้ยวเพราะว่าการที่เรากินน้ำผลไม้แบบนี้ทำให้จะทำให้เรานั้นไม่ได้ใยอาหารหรือว่าได้ใยอาหารที่ต่ำลง 

เลือกซื้อเลือกดื่มแบบไหนให้ได้ประโยชน์ 

น้ำผลไม้นั้นเป็นเครื่องดื่มที่ประโยชน์กว่าการกินน้ำอัดลม  หรือว่าชา กาแฟ แต่ถ้าหากว่าเรานั้นเลือกไม่เป็นหรือว่าเลือกมาแบบไม่ค่อยมีประโยชน์เท่ากับว่าเรานั้นกินไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร และก็บางกรณีก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพนั้นได้ 

  • ในเวลาครั้งต่อไปนั้นการที่เราจะกินน้ำผลไม้นั้นก็ควรที่จะเลือกอย่างดีสักหน่อย แต่ถ้าเป็นน้ำผลไม้ที่มีความเข้มข้นมากละก็ให้เอาน้ำต้มสุขนั้นช่วยในการเจือจาง ถ้าไม่เช่นนั้นก็อาจจะทำให้เรานั้นท้องเสียได้เช่นกัน น้ำผลไม้ที่ใสน้ำแข็งนั้นก็ควรเลือกอย่างละเอียดสักหน่อยเพราะว่าบางที่นั้นน้ำผลไม้ก็ทำมาไม่ค่อยสะอาดและมาเจอน้ำแข้งที่ไม่สะอาดอีกก็อาจจะทำให้เรานั้นท้องเสียได้อีกเหมือนกัน 
  • ในน้ำผลไม้นั้นก็ทำให้เกิดเน่าเสียได้อยู่แล้ว ในการที่เราไปเลือกซื้อน้ำผลไม้นั้นก็ควรที่จะอ่านฉลากก่อนว่าหมดอายุวันไหนในน้ำของผลไม้นั้นมีน้ำตาลอยู่มากน้อยเท่าไหร่ มีสารกันบูดหรือไม่ 
  • โดยเฉพาะน้ำผลไม้หากหมดอายุแล้วดื่มเข้าไปนั้นจะเกิดอะไรขึ้นและการที่เราเลือกซื้อน้ำผลไม้นั้นก็ควรที่จะดูวันหมดอายุด้วยเพราะว่าตามร้านค้าบางแห่งนั้นก็ชอบเอามาวางรวมกันการที่เราจะกินน้ำผลไม้ให้ได้ประโยชน์มากนั้นเราก็ควรที่จะนำมาคั้นสดๆกินเองเพราะว่าการที่เรานั้นคั้นสดๆนั้นจะได้ให้เรานั้นได้คุณภาพและวิตามินอย่างครบถ้วน 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

ล้างสารพิษด้วยผลไม้และผัก

          หากพูดถึงสารพิษในร่างกายไม่ได้หมายถึงเรากินยาพิษเข้าไปแต่ สารพิษในที่นี้หมายถึงสารตกค้างจากสิ่งที่เราทานเข้าไป เช่นสารจากยาฆ่าแมลงในมีอยู่ในผักผลไม้เมื่อเราล้างไม่สะอาดก่อนทานเข้าไป หรือสารจากควันบุหรี่ที่อาจสูบเอง

หรือไปรับมาจากการที่เราต้องอยู่ใกล้กับคนที่สูบบุหรี่ หรือไม่แต่สารเสพติดต่างๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสารพิษต่างๆที่เราได้รับมาโดยไม่ได้ตั้งใจนี้ สามารถกำจัดออกจากร่างกายของคุณได้ด้วยการทานผักหรือผลไม้บางชนิดเข้าไปเท่านั้น เรามาดูกันว่ามีผลไม้หรือผักชนิดนี้ที่ให้คุณประโยชน์ด้านนี้กันบ้างค่ะ

  1. แอปเปิ้ล ผลไม้ชนิดนี้สามารถขับสารพิษออกทางลำไส้ได้ และยังมีประโยชน์อีกมากทั้งมีวิตามินต่างๆสูง มีกากใยอาหารเยอะ อีกทั้งการทานแอปเปิ้ลไม่ทำให้อ้วนด้วย ดังนั้นจัดได้ว่าแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน ที่สำคัญควรทานแอปเปิ้ลที่ปลูกแบบออแกนิกจากปลอดภัยจากสารพิษได้ด้วย
  2. อะโวคาโด ผลอะโวคาโดมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วนทั้งเรื่องในการช่วยล้างสารพิษในตับ  ช่วยยับยั้งไม่ให้สารพิษเข้าไปทำลายหลอดเลือดแดง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมายให้พลังงานมากแต่มึคอเรสเตอรอลต่ำ จะเห็นได้ว่าคนที่ลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะเน้นทานอะโวคาโดกันมาก
  3. บีทรูท นี่ก็เป็นอีกผลไม้ที่ช่วยเรื่องการจัดการกับสารพิษในตับได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยในการฟอกเลือดได้ด้วย
  4. บลูเบอร์รี่ สำหรับผลของบลูเบอร์รี่นั้นมีคุณสมบัติมากมายทั้งการป้องกันสารพิษเข้าสู่สมอง การช่วยลดอาการเจ็บปวด รวมถึงยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ และช่วยเรื่องอื่นๆอีกมากมาย
  5. กระหล่ำปลี คุณประโยชน์ของผักชนิดนี้ก็ไม่ธรรมดาเพราะในกระหล่ำปลีจะมีสารต้านมเะร็ง ทั้งช่วยลดสารพิษจากควันบุหรี่ ช่วยล้างพิษในตับ
  6. ผักขึ้นฉ่าย  สำหรับผักชนิดนี้มีประโยชน์ทั้งใบและเมล็ด โดยสามารถกรอกสารพิษในควันบุหรี่ออกจากร่างกายเราได้ รวมถึงมีสารต้านการอักเสบได้หลายชนิด
  7. กระเทียม สำหรับกระเทียมแม้จะมีกลิ่นฉุน แต่ประโยชน์เยอะอย่างเหลือเชื่อโดยสามารถล้างแบคทีเรียที่เป็นพิษ รวมถึงการกำจัดพยาธิในลำไส้และไวรัสออกจากร่างกายได้ ที่สำคัญกระเทียมสามารถลางพิษที่อยู่ในหลอดเลือดและช่วยต้านมะเร็งได้ด้วย
  8. ผักคะน้า สำหรับผักชนิดนี้ผู้คนนิยมมาทำอาหารกันมากเพราะประโยชน์นั้นเหลือเฟือทีเดียว โดยช่วยล้างสารพิษในตับและเป็นตัวช่วยที่ทำให้สารพิษที่พบในควันบุหรี่มีความเป็นกลาง แถมยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารซึ่งมีผลดีต่อลำไส้อีกด้วย

นี่เป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนของผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ในการช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อทราบคุณประโยชน์ดีๆเหล่านี้แล้ว อย่าลืมหาซื้อมารับประทานกันนะคะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวคุณเองค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยมาเลย์

วิธีการดูแลผิวและใบหน้าให้สวยใส

คงจะมีหลายๆคนที่อยากจะมีผิวที่สวยใสแบบที่ราคาถูกแต่ว่าคุณภาพหลักพันโดยที่เราไม่ต้องไปดูแลอะไรมากมายแต่ว่าเรากลับได้ผิวที่ดีและประหยัดเงินในกระเป๋าของเราอีกด้วย  ในวันนี้เราจะมาบอกสูตรเลยว่ามีอะไรบ้าง  

  1. ล้างหน้าของเราให้สะอาด  ก่อนที่เราจะล้มตัวของเรานอนเราต้องล้างหน้าของเราให้สะอาดก่อนที่เราจะนอนเพราะว่าใบหน้าของเราแต่งหน้ามาทั้งวันแล้วการที่เราล้างหน้าจะช่วยให้ใบหน้าของเราไม่หมองคล้และก็ไม่ทำให้เกิดสิวอีกด้วย   และการที่เราล้างหน้ายังจะทำให้หน้าของเราสะอาดปราสจากสิ่งอุดตันจากรูขุมขนอีกด้วย
  2. การที่เราเลือกครีมที่ที่เหมาะแก่ใบหน้าของเรา  การที่เราจะใช้ครีมหรือว่าผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่นั้นเราต้องเลือกที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะแก่ใบหน้าของเราเพราะว่าใบหน้าในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเราต้องดูว่าใบหน้สของเราเป็นในลักษณะแบบไหน  มันหรือเปล่าหรือว่ารูขมขนของเราขยายใหญ่ไหม  อยู่ที่เราเลือกใช้ของนั้นด้วย  
  3. เช็ดหน้าของเราอย่างเบา  เมื่อเราชำระล้างใบหน้าของเราอย่างสะอาดแล้วการที่เราเช็ดใบหน้าของเราอย่างนิ่มนวนนั้นก็เป็นเรื่องที่เราควรที่จะทำเพราะว่าถ้าเราเช็ดแรงใบหน้าของเราจะช้ำ และเกิดการเสียดสี  ดังนั้นเราควรที่จะเช็ดอย่างเบามือที่สุด 
  4. การที่เราสครับหน้า  เมื่อเราต้องดกูแลใบหน้าเราก็ควรที่จะหาเวลาในการที่เราจะสะครับใบหน้าของเราอย่างน้องอาทิตย์ละสองครั้งเพื่อที่จะดูแลใบหน้าของเรา  หรือว่าเราจะหาจำพวกเซรั่มมาบำรุงใบหน้าของเราให้มีความชุ่มชื้น
  5. การทาครีมที่บำรุงผิว  การที่เราบำรุงหรือว่าทาครีมบำรุงใบหน้าของเรา  เช่นการที่เรามีผิวที่แห้งเราก็ควรที่จะเลือกครีมที่บำรุงเกี่ยวกับใบหน้าของเรา
  6. ครีมกันแดด  ในบ้านเราเป็นบ้านเมืองที่ร้อนเราควรที่จะทาครีมก่อนที่เราจะออกนอกบ้านเพราะว่าการที่เราทาครีมกันแดดออกนอกบ้านจะทำให้ใบหน้าของเราไม่หมองคล้ำ การที่เราทาครีมกันแดดจะช่วยในเรื่องการที่ไม่ให้ใบหน้าของเราห่างออกจากแดดหรือว่าป้องกัน ยูวีด้วย  การที่เราเลือกครีมกันแดดเดี่ยวนี้เราก็มีให้เราเลือกมากมายอยู่ที่เราว่าชื่นชอบครีมตัวไหนที่เหมาะกับใบหน้าของเรา
  7. การที่เราหยุดแต่งหน้าบ้าง   การที่เราหยุดแต่งหน้าบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าเราจะได้พักใบหน้าของเราที่ต้องแต่งหน้าทุกวันที่เราต้องไปทำงาน  การที่เราได้พักหน้าหรือว่าเราได้นอนพักอย่างเต็มที่ใบหน้าของเราจะเราจะฟื้นฟูตัวอย่างแน่นอน  

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์

โรคเอดส์คือโรคติดต่อที่มีการแพร่ระบาดมายาวนานแล้วกว่า 30 ปีโรคที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแล้วทำการรักษาไม่หายซึ่งเป็นแล้วผู้ป่วยจะต้องทำการนอนรอความตาย เพียงอย่างเดียว 

ซึ่งจากสถิติในปีที่ผ่านมานี้ สถานการณ์ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ ยังคงน่าเป็นห่วง โดยจะมีผู้ติดเชื้อ HIV ราย ใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยโดยประมาณ 5 คนต่อวันในจำนวนดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 50ซึ่งจะเป็นการติดเชื้อในกลุ่มของเด็กที่เป็นเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปีโดยสถานการณ์ทั้งโลกในตอนนี้นั้นคาดว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่แล้วประมาณ 34 ล้านคน ซึ่งทวีปที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดก็น่าจะเป็นทวีปของแอฟริกา 

ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรคเอดส์นั้นเอง ซึ่งรองลงมาก็คือแถวบ้านเรานั่นแหละนั่นก็คือเอเชีย สำหรับประเทศไทยคาดว่าตั้งแต่มีรายงาน โดยมีผู้ติดเชื้อครั้งแรกนับตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันคาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ประมาณ ล้าน 6 ถึงล้าน 7 คน ซึ่งรายละเอียดอันนี้เป็นเพียงแค่คาดเดาแต่ก็ราวๆนี้แหละ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าณตอนนี้มีผู้ป่วยใหม่ ยังมีให้ตรวจอยู่ซึ่งยังมีคนไข้ใหม่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าสถานการณ์เหล่านี้ ยังเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ 

ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าในปัจจุบันนี้ในการรักษาโรคเอดส์นั้น ต้องบอกว่าโรคเอดส์เป็นโรคที่รักษาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่หายขาดก็ตาม และก็เป็นโรคที่เป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งในความที่มันเป็นโรคเรื้อรังเรานี้ หากเปรียบเทียบได้นั่นก็คือโรคเบาหวานหรือความดันเพราะมันเท่ากับว่าเป็นโรคเรื้อรังเช่นเดียวกัน แต่ว่าความดันเบาหวานไม่ใช่โรคติดเชื้อนะ เพียงว่ามันแนวทางคล้ายๆกัน

ดังนั้นในการรักษาเชื้อโรคที่เป็นเชื้อ HIV นั้น เราจะรักษาด้วยการให้กินยาซึ่งยาเหล่านั้นเราจะเรียกว่ายาต้านเชื้อ แต่สำหรับบางกลุ่มคนก็เรียกยาต้าน HIV หรือยาต้านไวรัส ดังนั้นวิธีการรักษาสำหรับโรคนี้ก็คือคุณจะต้องทำการกินยาทุกวันซึ่งจะทำการกินรักษาอย่างนี้ไปตลอดชีวิตของคุณ ซึ่งการนำเสนอก็คือเป็นข้อมูลณตอนนี้ที่เรามีอยู่

ดังนั้นในปัจจุบันถามว่ารักษาได้ไหมก็ตอบว่าได้ ถึงแม้ว่าจะไม่หายขาดก็ตาม โดยที่คุณสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีกับการใช้ชีวิต ไปทำงานได้เหมือนเดิมอยู่กับครอบครัวได้เหมือนเดิม ซึ่งหากคุณเดินไปไหนมาไหนก็ไม่มีใครที่จะสามารถรู้ได้ว่าคุณเป็นบุคคลที่ติดเชื้อ 

ดังนั้นวิวัฒนาการที่มีการดูแลผู้คนที่ติดเชื้อ hiv หรือเชื้อเอดส์นั้นเราสามารถทำการดูแลและสามารถทำให้คุณที่ติดเชื้อเหล่านี้มีชีวิตได้ปกติแต่นั่นคุณจะต้องทำตามอย่างที่แพทย์สั่งหรือคุณจะต้องทำตามโดยวิธีการรักษาอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีนอกจากนั้นคุณไม่ควรที่จะไปแพร่เชื้อให้บุคคลอื่น

ดังนั้นหากคุณติดเชื้อเหล่านี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคมเพราะว่าเชื้อโรคเหล่านี้มันมียาที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนบุคคลอื่นทั่วไปดังนั้นหากรู้ว่าอยู่ในช่วงเสี่ยงควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นการทำการรักษาให้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะสายเกินไป

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

อาการปวดหู

คุณเคยอยู่ดีแล้วๆแล้วรู้สึกปวดหูขึ้นมาเฉยๆไหม

แล้วไม่นานก็หายไปเอง สำหรับอาการปวดหูนั้นจะมีความรู้สึกเจ็บข้างในหู บางคนอาจเจ็บหูข้างเดียวหรือบางคนเจ็บทั้งสองข้างก็มี ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูมาจากอะไร โดยปกติแล้วอาการปวดหูมักจะมาพร้อมกันอาการอื่นเสมอ เช่น เมื่อเราปวดหูแล้วมักจะได้ยินเสียงหวี่ๆข้างในหู

และอาจมีน้ำไหลออกมาจากรูหู หรือบางทีก็ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดมากนัก ซึ่งถ้าเด็กเล็กๆมีอาการปวดหูจะสังเกตได้จาก เด็กมักจะร้องไห้งอแง และชอบเอามือปัดที่หูตลอดเวลา อาจะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ และไม่ค่อยกินนม สำหรับการปวดหูนั้นหากพบว่ามีการปวดและเกินหนึ่งหรือสองวันแล้วยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

แต่หากเป็นเด็กเล็กหรือทารกนั้นก็รู้สึกว่าลูกมีอาการผิดปกติที่หูควรพาไปพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอ เพราะอวัยวะภายในของเด็กยังไม่แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคมากพอ ดังนั้นการพาไปให้แพทย์ตรวจรักษาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ปวดหูนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทั้งมาจาการที่เรามีปัญหาเกี่ยวกับหู หรือบางครั้งเรามีอาการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหูแต่ก็สามารถมีผลกระทบมาถึงหูได้ด้วยเช่นกัน เช่น 

  1. สาเหตุที่มาจากหู คือ หูมีการติดเชื้อหรืออักเสบ ไม่ว่าจะเกิดจากหูชั้นนอก ชั้นกลางหรือชั้นในมีผลทำให้เราปวดหูได้ทั้งหมด หรือการที่เราเกิดอุบัติเหตุแล้วมากระแทกบริเวณหู การเอาอะไรแหย่เข้าไปในหูทำให้หูด้านในได้รับบาดเจ็บ การมีแมลงหรือน้ำเข้าไปในหู หรือมีสิวขึ้นที่หูสิ่งต่างๆเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการปวดหูได้ทั้งหมดเช่นกัน
  2. เกิดมาจากการเป็นไข้หวัด อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูนั้นเกิดมาจากหวัดได้ ทั้งการที่เราสั่งน้ำมูกแรง หรือแม้แต่การที่เราเป็นโรคไซนัส ติดเชื้อในลำคอ หรือแม้แต่ฟันเป็นหนอง อาการต่างๆเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบถึงหูได้ทั้งหมด เพราะว่าภายในร่างกายของเรามีโพรงที่ทะลุถึงกันได้หมดเลย 

สำหรับการรักษาอาการปวดหูนั้น ต้องรักษาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหู หากเป็นเพราะป่วยไข้ก็ต้องรักษาอาการป่วยไข้ให้หาย อาการปวดหูก็จะหายไปด้วย แต่ถ้าสาเหตุมาจากการเกิดอุบัติเหตุที่หู ควรให้หมอรักษาอาหารจะดีที่สุด

และเราควรดูแลรักษาสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ อย่านำอะไรมาแหย่เข้าหู ระวังเรื่องน้ำเข้าหู ก็จะเป็นการดูแลหูเบื้องต้นที่ดีที่สุดแล้ว

 

สนับสนุนจาก    เครื่องช่วยฟัง

คนที่พึ่งเครื่องช่วยฟังส่วนใหญ่มักมีปัญหาแก้วหูทะลุ

อาการของคนที่เกิดปัญหาแก้วหูทะลุนั้นมันเป็นการของคนที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก เรามักจะทราบกันดีว่าแก้วหูเป็นแผ่นเยื่อที่มีลักษณะบางเป็นการติดต่อกันระหว่างหูชั้นนอกและหูในชั้นกลางของเรานั่นเอง

ซึ่งแก้วหูนี้ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคต่างๆเพื่อไม่ให้เดินทางเข้าไปที่หูในชั้นกลางของเราได้นั่นเอง

สาเหตุที่จะทำให้แก้วหูทะลุได้นั้นมีดังนี้

  • การถูการกระแทกที่มีความแรงมากเกินไป หรือลึกมากเกินไป
  • การติดเชื้อโรคต่างๆที่นำไปสู่ระบบภายในของหูของเรา
  • ผลกระทบจากการได้ยินเสียงที่ดังมากจนเกินไปเป็นเวลานานๆเพราะมันจะก่อให้เกิดอันตรายภายนระบบได้

หากแก้วหูของเรามีการทะลุได้นั้นมันจะทำให้มีโอกาสที่สูงมากที่จะเกิดการติดเชื้อโรคจากระบบหรือกระบวนการจากภายนอกซึ่งมันจะเป็นการเข้าไปสู่ระบบของหูภายในของเราได้นั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้รูหูข้นกลางของเราอักเสบซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่ามันจะต้องลามไปถึงระบบชั้นภายในอย่างแน่นอน นั้นจึงเป็นสาเหตุที่จะทำให้แก้วหทะลุลงได้ ซึ่งผลเสียโดยตรงนั้นก็คือการได้ยินที่ลดลงจากเดิมหรือแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

การทะลุของแก้วหูมักจะเกิดมาจากการติดเชื้อภายในหูของเรา โดยจะมีการเป็นหวัดก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการไอหรือจามก็มีส่วนด้วยนะ

การทะลุขึ้นไปยังแก้วหูมีอันตรายแก่เรายังไงบ้าง

อาการเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหรือความรุนแรงของมัน เนื่องจากปกติแล้วหากเป็นการติดเชื้อหรือเป็นการทะลุของแก้วหูของเราซึ่งในช่วงต้นๆจะไม่เป็นอะไรที่น่ากังวลมากนัก แต่ถ้าหากต่อมาหรือเป็นระยะเรื้อรังแล้วนั้นอาจจะมีการอักเสบที่บ่อยมากหรือขั้นรุนแรงขึ้น

ซึ่งหามีการหูอักเสบส่วนใหญ่นั่นจะเป็นได้บ่อยเมื่อมีอาการเป็นหวัด หรืออาการน้ำเข้าหู ซึ่งสำหรับบุคคลที่ชอบปั่นหู แคะหูก็มีโอกาสที่จะนำเชื้อโรคจากรูหูข้าไปยังหูชั้นกลางได้ง่ายเช่นกัน 

การดูแลรักษาไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับหู ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากมีอาการที่ผิดปกติแล้วละก็เท่ากับว่าเราจะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นมากขึ้นก่อนจะไปทำการรักษา เพราะหากไปรักษาช้ากว่ากำหนดอาจเสี่ยงให้หูของท่านมีปัญหาถึงขั้นไม่ได้ยินอีกต่อไปและอาจจะต้องพึ่งอุปกรณ์ต่างๆหรือ เครื่องช่วยฟัง อย่างแน่นอน

ผลกระทบหากเราไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแดด

เมืองไทยเป็นประเทศที่เป็นเมืองร้อนจากที่เคยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว แต่ตอนนี้น่าจะกลายเป็นฤดูร้อนไปทั้งปี โดยเหตุนั้นถ้าหากไม่เคยทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับกันแดด เพื่อป้องกันแสงแดดอย่างถูกแนวทาง ก็อาจก่อให้เป็นผลเสียต่อผิวได้ถึง 5 ประการ ดังต่อไปนี้

ผลกระทบในด้านที่เสียหายของการไม่ทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับป้องกันแดด

1. ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ถ้าได้รับแสงแดดมากๆ โดยที่ไม่มีหรือไม่ทาครีมกันแสงแดดเพื่อปกป้องผิวไว้เลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราคล้ำลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุว่าเมื่อแดดไปสู่ผิว แล้วไม่พบครีมกันแดดคุ้มครองปกป้อง ผิวของพวกเราจะปฏิบัติภารกิจคุ้มครองป้องกันผิวตนเอง ด้วยการสร้างเม็ดสีเมลานินมากขึ้น เลยนำมาซึ่งการทำให้ผิวพวกเราคล้ำขึ้นนั่นเอง แล้วอีกหนึ่งผลกระทบในด้านที่เสียหายที่ตามมาก็คือ สีผิวจะไม่เท่ากันด้วย

2. เพิ่มริ้วรอย ทำให้แก่ก่อนวัย
แดดนับว่าเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุ ที่ทำให้หน้าพวกเราแก่แล้วก็มีริ้วรอย โดยมีแสง UV ที่เป็นสาเหตุหลัก สำหรับในการทำลายคอลลาเจนแล้วก็อีลาสติน ที่ช่วยในเรื่องความกระชับผิว โดยเหตุนั้นถ้าเกิดได้รับแสงแดดมากๆ และไม่ได้ทาครีมที่เอาไว้สำหรับกันแสงแดดเลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราหย่อนยานคล้อยลงได้ ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำว่าควรจะทาครีมเอาไว้สำหรับกันแดด ทุกครั้งก่อนออกแดดโดยประมาณ 15 นาที

3. ผิวไหม้ เนื่องจากเซลล์ผิวถูกทำลาย
ถ้าหากไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแสงแดด แล้วไปพบเจอกับแดดจัดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็อาจจะทำให้ผิวไหม้แดดได้ โดยผิวรอบๆ ที่สัมผัสแดดจะกลายเป็นรอยคราบไหม้ แต่ว่าอย่างไรก็ดี สามารถปกป้องได้ด้วยการทาโลชั่นกันแดด โดยควรที่จะทำการเลือกใช้โลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และสามารถคุ้มครองปกป้องได้อีกทั้งรังสียูวีเอ และก็แสงยูวีบี

4. ฝ้า กระ จะถามหา
รังสียูวีในแสงตะวัน เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนหน้าร้อนทำให้สีผิวคล้ำขึ้น รวมทั้งกำเนิดฝ้ากระได้ การโดนแดดสะสมเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ โดยไม่มีการคุ้มครอง บางทีอาจเป็นเหตุกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

5. โรคมะเร็งผิวหนัง
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าวิจัยงานหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2011 ได้บอกไว้ว่า คนอายุ 25-75 ปี ที่ทาโลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแสงแดดบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอมากกว่า 10 ปี จะมีการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้น้อยกว่า ผู้ที่มิได้ทาครีมที่เอาไว้ป้องกันแดดเลย

รู้หรือไม่เด็กเล็กๆก็เป็นโรคหูตึงได้

           หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หากมีการปล่อยให้หูมีปัญหาไม่รีบหาทางรักษาแล้วละก็ผลกระทบที่จะตามมาอาจถึงขึ้นหูหนวกได้ 

สำหรับผู้ใหญ่การหูหนวกเทียบเท่ากับการเป็นคนพิการคนหนึ่ง

          แต่ยิ่งเกิดกับเด็กเล็กหรือทารกแล้วละก็มีผลมากกว่านั้นเพราะหูสำหรับเด็กเล็กหรือทารก มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้านสมอง สติปัญญา ที่สำคัญเรามักจะพบว่าหากเด็กไม่ได้ยินตั้งแต่เกิด

          สิ่งที่ตามมานั่นคือเด็กคนนั้นมักจะเป็นใบ้ด้วยเสมอ นั่นก็เพราะว่าเด็กไม่ได้ยินเสียงที่เราพูด จึงทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเราต้องการสื่อสารกับเขาเรื่องอะไร เขาจึงไม่สามารถตอบสนองกลับเราได้

ช่วงที่สมองของเด็กมีพัฒนาการมากที่สุดนั้นคือช่วงอายุ 3-5 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้ในทุกๆด้าน

          และสมองจะมีการพัฒนาในช่วงวัยนี้อย่างเต็มที่  เมื่อเด็กที่ไม่ได้ยินเสียงตั้งแต่เกิดสมองส่วนการรับรู้ก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ถึงแม้ว่าภายหลังเมื่อโตขึ้นเราจะมีการมาแก้ไขก็อาจจะช่วยไม่ได้มากนัก

เพราะบางครั้งเราจะพบว่าเด็กที่ได้ยินเสียงในภายหลัง แต่เด็กก็จะพัฒนาเรื่องของการพูดได้ช้าหรืออาจะไม่ยอมพัฒนาเลย ดังนั้นการสังเกตอาการของเด็กว่ามีความผิดปกติอะไรแล้วบ้างและหากพบตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือเด็กๆได้ทันท่วงที

เราสามารถสังเกตลูกน้อยในการใช้ในชีวิตประจำวันของเขาได้ว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับหูหรือไม่ ด้วยการสังเกตเวลาเขาดูทีวี ว่าเขาดูรู้เรื่องหรือไม่ เปิดทีวีเสียงดังมากเกินไปหรือเปล่าและเวลาที่เขาคุยกับเรา เขาได้ยินเสียงเรามากน้อยแค่ไหน

เราต้องพยายามพุดเสียงดังๆกับเขาหรือไม่ สังเกตใบหูมีอาการบวมแดง หรือมีน้ำไหลออกมาจากหูหรือหูมีกลิ่นเหม็นหรือไม่ หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ทันที 

สิ่งที่ทำให้หูของเด็กทารกมีปัญหาคือ 

1.ขณะที่ตั้งครรภ์แม่เป็นโรค อาจได้รับการฉายรังสีซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทของหู 

2.หรืออาจคลอดมาแล้วเด็กได้รับเชื้อไวรัสซึ่งเชื้อลามเข้าไปทำลายอวัยวะภายในหู

3.แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือนหรือฉีกขาดเพราะเด็กมักจะชอบเอาอะไรแหย่เข้าไปในหู

           ซึ่งนี่เป็นแค่เพียงปัญหาส่วนน้อยที่จะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของเด็ก อันที่จริงยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จะทำให้หูของเด็กมีปัญหาดังนั้น เราควรคอยระมัดระวังอันตราที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจของเด็ก

           สำหรับพัฒนาการ การได้ยินของเด็ก จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึงหนึ่งเดือน หากได้ยินเสียงเด็กจะมีอาการขยับตัวหรือห้องไห้ และเมื่ออายุถึงสี่เดือนก็จะเริ่มหาที่มาของเสียงด้วยการมองตามเสียง 

ต่อมาเมื่ออายุถึงแปดเดือนทารกจะเริ่มเรียนรู้ที่จะรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร

อายุครบเก้าเดือนจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำพูดมากขึ้น เช่น ไม่เอา อย่า หรือบางคนสามารถเลียนเสียงคำพูดได้แล้ว เช่น พ่อ แม่ และเมื่ออายุครบสิบแปดเดือนจะสามารถเข้าใจคำสั่งและทำตามคำสั่งได้  จนถึงอายุ สองถึงสามขวบจะสามารถพุดเป็นประโยคได้มากขึ้น

และถ้าครบห้าขวบสามารถสื่อสารรู้เรื่องและสามารถเล่าเรื่องราวให้เราฟังได้

หากเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเราต้องพาเขาไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อทำการรักษาให้ทันเวลา หากปล่อยปะละเลยเด็กอาจจะมีอาการขั้นรุ่นแรงหรือทำให้เกิดการหูหนวกได้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างหนักเพราะเด็กจะไม่ได้ยิน นอกจากจะใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งนั้นก็คงไม่เป็นที่ชื่นชอบกับเด็กสักเท่าไหร่