อาการปวดหู

คุณเคยอยู่ดีแล้วๆแล้วรู้สึกปวดหูขึ้นมาเฉยๆไหม

แล้วไม่นานก็หายไปเอง สำหรับอาการปวดหูนั้นจะมีความรู้สึกเจ็บข้างในหู บางคนอาจเจ็บหูข้างเดียวหรือบางคนเจ็บทั้งสองข้างก็มี ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูมาจากอะไร โดยปกติแล้วอาการปวดหูมักจะมาพร้อมกันอาการอื่นเสมอ เช่น เมื่อเราปวดหูแล้วมักจะได้ยินเสียงหวี่ๆข้างในหู

และอาจมีน้ำไหลออกมาจากรูหู หรือบางทีก็ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดมากนัก ซึ่งถ้าเด็กเล็กๆมีอาการปวดหูจะสังเกตได้จาก เด็กมักจะร้องไห้งอแง และชอบเอามือปัดที่หูตลอดเวลา อาจะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ และไม่ค่อยกินนม สำหรับการปวดหูนั้นหากพบว่ามีการปวดและเกินหนึ่งหรือสองวันแล้วยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

แต่หากเป็นเด็กเล็กหรือทารกนั้นก็รู้สึกว่าลูกมีอาการผิดปกติที่หูควรพาไปพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอ เพราะอวัยวะภายในของเด็กยังไม่แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคมากพอ ดังนั้นการพาไปให้แพทย์ตรวจรักษาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ปวดหูนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทั้งมาจาการที่เรามีปัญหาเกี่ยวกับหู หรือบางครั้งเรามีอาการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหูแต่ก็สามารถมีผลกระทบมาถึงหูได้ด้วยเช่นกัน เช่น 

  1. สาเหตุที่มาจากหู คือ หูมีการติดเชื้อหรืออักเสบ ไม่ว่าจะเกิดจากหูชั้นนอก ชั้นกลางหรือชั้นในมีผลทำให้เราปวดหูได้ทั้งหมด หรือการที่เราเกิดอุบัติเหตุแล้วมากระแทกบริเวณหู การเอาอะไรแหย่เข้าไปในหูทำให้หูด้านในได้รับบาดเจ็บ การมีแมลงหรือน้ำเข้าไปในหู หรือมีสิวขึ้นที่หูสิ่งต่างๆเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการปวดหูได้ทั้งหมดเช่นกัน
  2. เกิดมาจากการเป็นไข้หวัด อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูนั้นเกิดมาจากหวัดได้ ทั้งการที่เราสั่งน้ำมูกแรง หรือแม้แต่การที่เราเป็นโรคไซนัส ติดเชื้อในลำคอ หรือแม้แต่ฟันเป็นหนอง อาการต่างๆเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบถึงหูได้ทั้งหมด เพราะว่าภายในร่างกายของเรามีโพรงที่ทะลุถึงกันได้หมดเลย 

สำหรับการรักษาอาการปวดหูนั้น ต้องรักษาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหู หากเป็นเพราะป่วยไข้ก็ต้องรักษาอาการป่วยไข้ให้หาย อาการปวดหูก็จะหายไปด้วย แต่ถ้าสาเหตุมาจากการเกิดอุบัติเหตุที่หู ควรให้หมอรักษาอาหารจะดีที่สุด

และเราควรดูแลรักษาสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ อย่านำอะไรมาแหย่เข้าหู ระวังเรื่องน้ำเข้าหู ก็จะเป็นการดูแลหูเบื้องต้นที่ดีที่สุดแล้ว

 

สนับสนุนจาก    เครื่องช่วยฟัง

คนที่พึ่งเครื่องช่วยฟังส่วนใหญ่มักมีปัญหาแก้วหูทะลุ

อาการของคนที่เกิดปัญหาแก้วหูทะลุนั้นมันเป็นการของคนที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก เรามักจะทราบกันดีว่าแก้วหูเป็นแผ่นเยื่อที่มีลักษณะบางเป็นการติดต่อกันระหว่างหูชั้นนอกและหูในชั้นกลางของเรานั่นเอง

ซึ่งแก้วหูนี้ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคต่างๆเพื่อไม่ให้เดินทางเข้าไปที่หูในชั้นกลางของเราได้นั่นเอง

สาเหตุที่จะทำให้แก้วหูทะลุได้นั้นมีดังนี้

  • การถูการกระแทกที่มีความแรงมากเกินไป หรือลึกมากเกินไป
  • การติดเชื้อโรคต่างๆที่นำไปสู่ระบบภายในของหูของเรา
  • ผลกระทบจากการได้ยินเสียงที่ดังมากจนเกินไปเป็นเวลานานๆเพราะมันจะก่อให้เกิดอันตรายภายนระบบได้

หากแก้วหูของเรามีการทะลุได้นั้นมันจะทำให้มีโอกาสที่สูงมากที่จะเกิดการติดเชื้อโรคจากระบบหรือกระบวนการจากภายนอกซึ่งมันจะเป็นการเข้าไปสู่ระบบของหูภายในของเราได้นั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้รูหูข้นกลางของเราอักเสบซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่ามันจะต้องลามไปถึงระบบชั้นภายในอย่างแน่นอน นั้นจึงเป็นสาเหตุที่จะทำให้แก้วหทะลุลงได้ ซึ่งผลเสียโดยตรงนั้นก็คือการได้ยินที่ลดลงจากเดิมหรือแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

การทะลุของแก้วหูมักจะเกิดมาจากการติดเชื้อภายในหูของเรา โดยจะมีการเป็นหวัดก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการไอหรือจามก็มีส่วนด้วยนะ

การทะลุขึ้นไปยังแก้วหูมีอันตรายแก่เรายังไงบ้าง

อาการเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาหรือความรุนแรงของมัน เนื่องจากปกติแล้วหากเป็นการติดเชื้อหรือเป็นการทะลุของแก้วหูของเราซึ่งในช่วงต้นๆจะไม่เป็นอะไรที่น่ากังวลมากนัก แต่ถ้าหากต่อมาหรือเป็นระยะเรื้อรังแล้วนั้นอาจจะมีการอักเสบที่บ่อยมากหรือขั้นรุนแรงขึ้น

ซึ่งหามีการหูอักเสบส่วนใหญ่นั่นจะเป็นได้บ่อยเมื่อมีอาการเป็นหวัด หรืออาการน้ำเข้าหู ซึ่งสำหรับบุคคลที่ชอบปั่นหู แคะหูก็มีโอกาสที่จะนำเชื้อโรคจากรูหูข้าไปยังหูชั้นกลางได้ง่ายเช่นกัน 

การดูแลรักษาไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับหู ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากมีอาการที่ผิดปกติแล้วละก็เท่ากับว่าเราจะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นมากขึ้นก่อนจะไปทำการรักษา เพราะหากไปรักษาช้ากว่ากำหนดอาจเสี่ยงให้หูของท่านมีปัญหาถึงขั้นไม่ได้ยินอีกต่อไปและอาจจะต้องพึ่งอุปกรณ์ต่างๆหรือ เครื่องช่วยฟัง อย่างแน่นอน

ผลกระทบหากเราไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแดด

เมืองไทยเป็นประเทศที่เป็นเมืองร้อนจากที่เคยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว แต่ตอนนี้น่าจะกลายเป็นฤดูร้อนไปทั้งปี โดยเหตุนั้นถ้าหากไม่เคยทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับกันแดด เพื่อป้องกันแสงแดดอย่างถูกแนวทาง ก็อาจก่อให้เป็นผลเสียต่อผิวได้ถึง 5 ประการ ดังต่อไปนี้

ผลกระทบในด้านที่เสียหายของการไม่ทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับป้องกันแดด

1. ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ถ้าได้รับแสงแดดมากๆ โดยที่ไม่มีหรือไม่ทาครีมกันแสงแดดเพื่อปกป้องผิวไว้เลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราคล้ำลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุว่าเมื่อแดดไปสู่ผิว แล้วไม่พบครีมกันแดดคุ้มครองปกป้อง ผิวของพวกเราจะปฏิบัติภารกิจคุ้มครองป้องกันผิวตนเอง ด้วยการสร้างเม็ดสีเมลานินมากขึ้น เลยนำมาซึ่งการทำให้ผิวพวกเราคล้ำขึ้นนั่นเอง แล้วอีกหนึ่งผลกระทบในด้านที่เสียหายที่ตามมาก็คือ สีผิวจะไม่เท่ากันด้วย

2. เพิ่มริ้วรอย ทำให้แก่ก่อนวัย
แดดนับว่าเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุ ที่ทำให้หน้าพวกเราแก่แล้วก็มีริ้วรอย โดยมีแสง UV ที่เป็นสาเหตุหลัก สำหรับในการทำลายคอลลาเจนแล้วก็อีลาสติน ที่ช่วยในเรื่องความกระชับผิว โดยเหตุนั้นถ้าเกิดได้รับแสงแดดมากๆ และไม่ได้ทาครีมที่เอาไว้สำหรับกันแสงแดดเลย ก็จะก่อให้ผิวของพวกเราหย่อนยานคล้อยลงได้ ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำว่าควรจะทาครีมเอาไว้สำหรับกันแดด ทุกครั้งก่อนออกแดดโดยประมาณ 15 นาที

3. ผิวไหม้ เนื่องจากเซลล์ผิวถูกทำลาย
ถ้าหากไม่ทาโลชั่นสำหรับป้องกันแสงแดด แล้วไปพบเจอกับแดดจัดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็อาจจะทำให้ผิวไหม้แดดได้ โดยผิวรอบๆ ที่สัมผัสแดดจะกลายเป็นรอยคราบไหม้ แต่ว่าอย่างไรก็ดี สามารถปกป้องได้ด้วยการทาโลชั่นกันแดด โดยควรที่จะทำการเลือกใช้โลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และสามารถคุ้มครองปกป้องได้อีกทั้งรังสียูวีเอ และก็แสงยูวีบี

4. ฝ้า กระ จะถามหา
รังสียูวีในแสงตะวัน เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนหน้าร้อนทำให้สีผิวคล้ำขึ้น รวมทั้งกำเนิดฝ้ากระได้ การโดนแดดสะสมเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ โดยไม่มีการคุ้มครอง บางทีอาจเป็นเหตุกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

5. โรคมะเร็งผิวหนัง
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าวิจัยงานหนึ่งที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2011 ได้บอกไว้ว่า คนอายุ 25-75 ปี ที่ทาโลชั่นที่เอาไว้สำหรับป้องกันแสงแดดบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอมากกว่า 10 ปี จะมีการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้น้อยกว่า ผู้ที่มิได้ทาครีมที่เอาไว้ป้องกันแดดเลย

รู้หรือไม่เด็กเล็กๆก็เป็นโรคหูตึงได้

           หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หากมีการปล่อยให้หูมีปัญหาไม่รีบหาทางรักษาแล้วละก็ผลกระทบที่จะตามมาอาจถึงขึ้นหูหนวกได้ 

สำหรับผู้ใหญ่การหูหนวกเทียบเท่ากับการเป็นคนพิการคนหนึ่ง

          แต่ยิ่งเกิดกับเด็กเล็กหรือทารกแล้วละก็มีผลมากกว่านั้นเพราะหูสำหรับเด็กเล็กหรือทารก มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้านสมอง สติปัญญา ที่สำคัญเรามักจะพบว่าหากเด็กไม่ได้ยินตั้งแต่เกิด

          สิ่งที่ตามมานั่นคือเด็กคนนั้นมักจะเป็นใบ้ด้วยเสมอ นั่นก็เพราะว่าเด็กไม่ได้ยินเสียงที่เราพูด จึงทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเราต้องการสื่อสารกับเขาเรื่องอะไร เขาจึงไม่สามารถตอบสนองกลับเราได้

ช่วงที่สมองของเด็กมีพัฒนาการมากที่สุดนั้นคือช่วงอายุ 3-5 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้ในทุกๆด้าน

          และสมองจะมีการพัฒนาในช่วงวัยนี้อย่างเต็มที่  เมื่อเด็กที่ไม่ได้ยินเสียงตั้งแต่เกิดสมองส่วนการรับรู้ก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ถึงแม้ว่าภายหลังเมื่อโตขึ้นเราจะมีการมาแก้ไขก็อาจจะช่วยไม่ได้มากนัก

เพราะบางครั้งเราจะพบว่าเด็กที่ได้ยินเสียงในภายหลัง แต่เด็กก็จะพัฒนาเรื่องของการพูดได้ช้าหรืออาจะไม่ยอมพัฒนาเลย ดังนั้นการสังเกตอาการของเด็กว่ามีความผิดปกติอะไรแล้วบ้างและหากพบตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือเด็กๆได้ทันท่วงที

เราสามารถสังเกตลูกน้อยในการใช้ในชีวิตประจำวันของเขาได้ว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับหูหรือไม่ ด้วยการสังเกตเวลาเขาดูทีวี ว่าเขาดูรู้เรื่องหรือไม่ เปิดทีวีเสียงดังมากเกินไปหรือเปล่าและเวลาที่เขาคุยกับเรา เขาได้ยินเสียงเรามากน้อยแค่ไหน

เราต้องพยายามพุดเสียงดังๆกับเขาหรือไม่ สังเกตใบหูมีอาการบวมแดง หรือมีน้ำไหลออกมาจากหูหรือหูมีกลิ่นเหม็นหรือไม่ หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ทันที 

สิ่งที่ทำให้หูของเด็กทารกมีปัญหาคือ 

1.ขณะที่ตั้งครรภ์แม่เป็นโรค อาจได้รับการฉายรังสีซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทของหู 

2.หรืออาจคลอดมาแล้วเด็กได้รับเชื้อไวรัสซึ่งเชื้อลามเข้าไปทำลายอวัยวะภายในหู

3.แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือนหรือฉีกขาดเพราะเด็กมักจะชอบเอาอะไรแหย่เข้าไปในหู

           ซึ่งนี่เป็นแค่เพียงปัญหาส่วนน้อยที่จะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของเด็ก อันที่จริงยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จะทำให้หูของเด็กมีปัญหาดังนั้น เราควรคอยระมัดระวังอันตราที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจของเด็ก

           สำหรับพัฒนาการ การได้ยินของเด็ก จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึงหนึ่งเดือน หากได้ยินเสียงเด็กจะมีอาการขยับตัวหรือห้องไห้ และเมื่ออายุถึงสี่เดือนก็จะเริ่มหาที่มาของเสียงด้วยการมองตามเสียง 

ต่อมาเมื่ออายุถึงแปดเดือนทารกจะเริ่มเรียนรู้ที่จะรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร

อายุครบเก้าเดือนจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำพูดมากขึ้น เช่น ไม่เอา อย่า หรือบางคนสามารถเลียนเสียงคำพูดได้แล้ว เช่น พ่อ แม่ และเมื่ออายุครบสิบแปดเดือนจะสามารถเข้าใจคำสั่งและทำตามคำสั่งได้  จนถึงอายุ สองถึงสามขวบจะสามารถพุดเป็นประโยคได้มากขึ้น

และถ้าครบห้าขวบสามารถสื่อสารรู้เรื่องและสามารถเล่าเรื่องราวให้เราฟังได้

หากเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเราต้องพาเขาไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อทำการรักษาให้ทันเวลา หากปล่อยปะละเลยเด็กอาจจะมีอาการขั้นรุ่นแรงหรือทำให้เกิดการหูหนวกได้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างหนักเพราะเด็กจะไม่ได้ยิน นอกจากจะใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งนั้นก็คงไม่เป็นที่ชื่นชอบกับเด็กสักเท่าไหร่

การทานสลัดที่ดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน

การทานสลัดที่ดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน

น้ำสลัดครีม
น้ำสลัดมีให้เลือกทานมากมายมหาศาลนับล้านสูตร แต่น้ำสลัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็หนีไม่พ้น “สลัดครีม” ซึ่งส่วนประกอบของมันมีทั้งมายองเนส ครีมสลัด น้ำมัน น้ำตาล และบางสูตรมีชีสด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบดีว่าจะทำให้อ้วนได้มากแค่ไหน หากผู้ที่โปรดปานสลัดแบบน้ำสลัดเยอะๆ ยิ่งแล้วใหญ่ ทางที่ดีเปลี่ยนมาเป็นสลัดน้ำใส น้ำยำ หรือเพียงแค่บีบมะนาว โรยเกลือ และพริกไทยเล็กน้อย ก็อร่อยสุขภาพดีแบบเน้นๆ ได้เหมือนกัน

เครื่องเคียงอย่ามาก
ถ้าเป็นเพียงแค่สลัดอย่างเดียวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร เพียงแต่หากมีเครื่องเคียงด้วยนั้น ไอที่ว่าคลีน ก็คงไม่คลีนซะแล้ว ในร้านอาหารบางร้านที่ขายสลัดอาจเสิร์ฟขนมปังปิ้งมาให้ด้วย ซึ่งบนขนมปังอาจมีทั้งเนย และชีสอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมี ผักโขมอบชีส ไส้กรอกทอด มันฝรั่งทอด และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ทานเลย กรุณาอย่าหลงกิน ไม่ได้ห้าม แต่เพียงให้นึกถึงเป้าหมายในการทานสลัดว่าเพื่ออะไร เพราะเครื่องเคียงเหล่านี้จะต้องเพิ่มพลังงานให้กับเรามากแน่ๆ และอาจเป็นพลังงานส่วนเกิน

 

โปรตีนแบบพอดีๆ
หลายคนไม่ได้ทานสลัดที่เป็นผักอย่างเดียว เสริมโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเพื่อความอยู่ท้องเข้าไปด้วย นั่นก็เป็นความคิดที่ดี เพราะการทานผักอย่างเดียวอาจทำให้ร่างกายขาดโปรตีนได้ แต่โปรตีนที่จะเสริมเข้าไปนั้น ควรเป็นแบบไขมันน้อย และผ่านการปรุงด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรือย่างจะดีกว่า หากเป็นเนื้อย่างมันๆ ปลาที่มีไขมันหนาๆ หรือเบคอน แฮม สิ่งเหล่านี้ถึงจะเป็นโปรตีนแต่เป็นโปรตีนที่มาพร้อมกับไขมันสูงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเลือกเป็น ไก่ต้ม ปลา(ไขมันน้อย) นึ่ง กุ้งต้ม หรือเห็ดย่างจะดีกว่า

 

ทราบหรือเปล่าว่าเป็นโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี

หน้าที่ต่างๆของร่างกายเรานั้นไม่มีใครที่ไม่รู้แน่ว่ามีเอาไว้ทำอะไร

ซึ่งการทำงานของอวัยวะในร่างกายก็แตกต่างกันไปอีกด้วย อวัยวะภายในร่างกายของเราก็มีมากมายหลายอย่าง อาทิเช่น ปอด ไต หัวใจ สมอง กระเพาะ ลำไส้ เล็ก-ใหญ่ ตับ และอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งเราอาจพูดได้ว่าหน้าที่หลักๆของการทำงานอวัยวะต่างๆเหล่านั้นหลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ว่าอวัยวะเหล่านั้นมีหน้าที่หลักทำอะไร และการเป็น โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี ตกตัวอย่างเช่นตับ

 

หลายคนอาจจะพอรู้ว่าตับมีหน้าที่หลักทำอะไร

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าตับของเรานั้นมีความสำคัญต่อร่างกายของเรามากน้อยเพียงไร และตับนั้นมีหน้าที่ทำอะไรบ้างกล่าวคือตับของเราเปรียบเสมือนศูนย์กลางของร่างกายถ้าเปรียบกับโรงงานก็น่าจะเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้

โดยตับนั้นจะมีการคัดเลือดสำหรับการไหลเวียน เข้า – ออก ของหลอดเลือดจำนวน 3 เส้น ด้วยกัน อาจจะสรุปคร่าวๆได้ดังนี้ นั้นก็คือ ตับ มีหน้าที่รับวัตถุดิบ และผลิต อีกทั้งยังเก็บรักษา และยังตรวจสอบคุณภาพ แจกจ่าย ทั้งยังคอยเก็บขยะและทิ้งขยะของเสียออกไปอีกด้วย

 

บทสรุปในการทำหน้าที่ของตับแบบง่ายๆ มีดังต่อไปนี้

ตับของเราเรียกได้ว่าเป็นหน่วยที่คอยรักษากฏเกณฑ์ อีกทั้งยังเป็นหน่วยสังเคราะห์ และยังทำหน้าที่คอยส่งออกผลิตภัณฑ์ ที่ตับนั้นผลิตขึ้นมาใช้ ตามความเหมาะสมที่ร่างกายของคนเราต้องการ ซึ่งการผลิตทั้งหลายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคอยควบคุมการใช้งานต่างๆ เช่น

– น้ำตาลกลูโคส โปรตีน เพื่อนำไปใช้ทดแทนอวัยวะต่างๆที่สึกหรอทั่วร่างกายของมนุษย์ และโปรตีนที่คนเราจำเป็นต้องใช้งานต่างๆอีกมากมาย

– น้ำดี เพื่อใช้ย่อยอาหารจำพวกไขมัน ซึ่งในขณะเดียวกันตับก็ยังใช้ท้อน้ำดีเป็นช่องทางที่คอยขับของเสียออกอีกด้วย หรือสิ่งของที่มีพิษที่ตับคอยกรองเก็บไว้ ให้พ้นออกไปกับกากอาหารผ่านทางลำไส้ของเรานั้นเอง

– เป็นหน่วยคลังเก็บรักษา เก็บสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมหนุษย์ เช่น วิตามินต่างๆ และแร่ธาตุที่สำคัญต่างๆ

– เป็นหน่วยคอยเก็บของที่มีพิษ ได้แก่ ยาหรือเคมีรักษาโรค โลหะหนัก ทองแดง เป้นต้น คอยรวบรมไว้เพื่อพักรอไว้ก่อนที่จะทิ้งออกนอกร่างกายของเรานั้นเอง

– ซึ่งตับเป็นหน่วยรักษาความสะอาด ที่ช่วยในการกำจัดขยะหรือของเสีย หรือของที่มีพิษ และคอยกำจัดของที่มีพิษให้หมดพิษไป

เตือนภัยยาสมุนไพร ดูฉลากก่อนใช้

ยาสมุนไพรจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้ดีต่อร่างกายเสมอไป
ในปัจจุบันที่ประชาชนหันไปให้ความสนใจยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นและมีการโฆษณาทั้งสื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลักแบบเกินจริง ทำให้เกิดความไวรัลไปยังประชาชนที่รักสุขภาพและอยากใช้เพราะเป็นสมุนไพรเกิดการหลงเชื่อ อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่าย ซึ่งยาสมุนไพรที่โฆษณากันหลากหลายที่เห็นกันอยู่เนี่ย บ้างก็ไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากแพทย์ทางเลือก หรือแพทย์แผนปัจจุบัน บางส่วนก็ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. ทำให้มีการลักลอบใส่ปรอท สเตียรอยด์ เพื่อให้ไปกระตุ้นให้เกิดผลเร็ว ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างหนัก ข้อมูลจากชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ยาสมุนไพรเดือนละไม่ต่ำกว่า 20 ราย ทั้งในส่วนของผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่ไม่ได้เจ็บป่วยมาก่อน จึงทำเรื่องร้องเรียนส่งต่อไปยัง อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แล้ว

ทำไมยาสมุนไพรถึงเป็นที่นิยมและความเชื่อมากๆ
จากการสังเกตพฤติกรรมผู้ที่ซื้อยาสมุนไพรมาใช้ พบว่าซื้อมาเพราะคำว่า เขาเล่าว่าดี โดยได้รับแต่ข้อมูลด้านดีไม่รู้ในข้อมูลที่ไม่ส่งผลกระทบเลย การอ้างสรรพคุณรักษาเหมือนกับว่ารักษาได้ทุกอาการของโรค ซึ่งในทางความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล กำกับเรื่องการโฆษณาอย่างเข้มงวด

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมีคำแนะนำและขอเตือนผู้บริโภคด้วยความหวังดีว่า หากจะซื้อยาสมุนไพรมารับประทาน ควรมีการปรึกษาผู้ที่มีความร็และเชี่ยวชาญจริงๆ ที่มีการรองรับจากหน่วยงานราชการ เช่น เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้ยาสมุนไพรที่เห็นอยู่ตามท้องตลาดเราไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้ แต่การใช้ต้องใช้อย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งไม่มียาไหนสามารถรักษาได้ทุกโรค แต่ละโรคมีความแตกต่างกัน ยิ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคไตจะได้รับผลกระทบเร็วมาก ภายใน1-2 วันที่ใช้ก็สามารถตัวบวม เพราะของเสียคั่งในระบบ ฟอสฟอรัสสูง โพแทสเซียมสูง และทำให้หัวใจวายได้

ทานฟาสต์ฟู้ดอย่างไรไม่ให้อ้วน

อาหารแต่ละชาติมีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกัน หลายคนคิดว่าอาหารญี่ปุ่นสิที่อร่อย และยังดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง แต่ถ้าตุณเป็นแฟนอาหารญี่ปุ่นจริงจะทราบว่าราเมงต้นตำรับมีรสค่อนข้างเค็ม ผักดองเครื่องเคียงต่างๆ ก็เค็ม รวมไปถึงเนื้อย่างยากินิขุต่างๆ ที่ยั่วน้ำลายของเราสุดๆ แต่ก็แลกมากับพลังงานที่สูงปรี๊ดด้วยเช่นกัน อาหารไทยเองถึงจะมีผักมาก แต่เหล่าแกงกะทิ และอาหารไขมันสูงอย่าง ข้ามมันไก่ ข้าวขาหมู ก็ทำเราอ้วนได้ง่ายๆ

ที่ดูจะทำให้เราอ้วนง่ายสุดๆ คงหนีไม่พ้นอาหารฝรั่งอย่างจั๊งค์ฟูด พวกเฟรนช์ฟรายส์ แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด หอมทอด และสารพัดอาหารไขมันสูง พลังงานสูงต่างๆ หากเรากินอาหารพลังงานสูงโดยที่ร่างกายของเราเผาผลาญไม่หมด เพราะขาดการออกกำลังกาย ไขมันรอบเอวรอพุงถามหาเราแน่ๆ

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กายเป็นไทย แต่ใจและกระเพาะอาหารเป็นฝรั่ง ชอบอาหารตะวันตกมากๆ แต่ก็กลัวอ้วน มีคำแนะนำมาฝาก รับรองว่าได้กินอาหารที่ถูกปาก ถูกใจ และไม่รู้สึกผิดกับร่างกายได้แน่นอน

  • กินเนื้อ กินแป้งได้ แต่อย่าลืมกินผัก!
    คนที่กินผักน้อย หรือไม่กินผักเลย ฟังเอาไว้ให้ดี หากคุณยังคิดจะกินอาหารตะวันตกอยู่โดยที่ไม่แตะต้องผักเลยแม้แต่น้อย ยังไงคุณก็อ้วนแน่ๆ ชาวต่างชาติหลายคนที่ยังคงรักษาหุ่นของตัวเองให้ผอมอยู่ เขามีเคล็ดลับง่ายๆ แค่ต้องกินผักด้วยทุกมื้อ ผผัดที่พวกเขากินกันคือ “สลัด” กินกันเป็นจานๆ ใหญ่ๆ และกินเป็นอาหารจานแรกก่อนที่จะหันไปกินอาหารจานหลักที่เป็นคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน การกินสลัดนอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณผัก กากใยอาหารให้กับร่างกายแล้ว ยังทำให้เราอิ่มง่าย โดยที่ไม่ต้องกินคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนมากเกินความจำเป็น

สั่งอาหารฝรั่งกินบนโต๊ะครั้งหน้า อย่าลืมสั่งสลัดมากินกันก่อนอาหารจานหลักด้วย

  • กินไขมันดี จากน้ำมันมะกอก
    อาหารตะวันตกเป็นอาหารที่ใช้น้ำมันมะกอกกันอย่างหลากหลาย (ในขณะที่บ้านเรามักใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมูในการประกอบอาหารมากกว่า) โดยการใช้น้ำมันมะกอกหลากหลายชนิดให้เหมาะสมกับแต่ละเมนูอาหาร จะทำให้เราได้คุณค่าทางสารอาหารจากน้ำมันมะกอกอย่างครบถ้วน น้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin เอาไว้ใช้ผสมในน้ำสลัด หรือทำเป็นซอสพาสต้า โดยไม่ผ่านความร้อน แต่ถ้าอยากผัดหรือทอด สามารถใช้น้ำมันมะกอกชนิด Extra Light ได้

ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก จะเข้าไปช่วยลดไขมันในเลือดได้ ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

  • รับประทานในบริมาณน้อย
    เมื่ออาหารตะวันตกหลายชนิดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ทั้งแป้ง ไขมันจากสัตว์ ครีม ชีส น้ำตาล น้ำมันจากการทอด ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ การจำกัดปริมาณในการรับประทานให้เหมาะสม อาหารต่อมื้อที่ทานต้องไม่มากเกินไปจนให้ได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็น นั่นหมายถึง อยากกินไก่ทอด อยากกินแฮมเบอร์เกอร์ อยากกินเบคอน ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้ แต่ให้กินในปริมาณน้อยๆ เท่านั้นเอง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    รักที่จะกิน ก็อย่ามัวแต่กินอย่างเดียว อยากกินเยอะ ก็ต้องออกกำลังกายเยอะ แต่อย่างที่เราทราบกันดีกว่าเราไม่ได้แค่วิ่ง 1 กิโลเมตรแล้วจะเผาผลาญสปาเกตตี้ครีมซอส 1 จาน แต่เราอาจจำเป็นจะต้องวิ่งเป็น 10 กว่ากิโลเมตรเลยก็ได้ ดังนั้นต่อให้อาหารอร่อยถูกปากมากแค่ไหน คิดถึงตอนที่ต้องออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไปด้วย หากเรารักษาสมดุลระหว่างกินเข้ากับเผาผลาญออกได้ใกล้เคียงกันอยู่เสมอ เราก็ไม่มีทางอ้วนแน่นอน

สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่กินอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เมนูเดิมๆ ทุกวัน รวมไปถึงคำนึงด้วยว่าในแต่ละมื้อได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่หรือไม่ มื้อไหนหนักแป้ง มื้อต่อไปควรลดแป้ง เป็นต้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด รับรองว่าจะกินอะไรก็ไม่อ้วนแน่นอน

อาหารแปรรูป ภัยร้ายของคนยุคปัจจุบัน

75% ของการเสียชีวิตของคนไทย มาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่ง 22.05 ล้านคน ป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม ซึ่งคนไทยกินเค็มกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำถึง 2 เท่า นั่นคือ ราว ๆ 4,352 มิลลิกรัม/วัน ขณะที่เราไม่ควรกินเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน

สูญเสียกันไปเท่าไหร่กับโรคที่เกิดจากการกินเค็ม? แน่นอนว่ามูลค่านั้นสูงทีเดียว การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มสูงถึง 98,976 ล้านบาท/ปี จากค่ารักษาพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด กับไตวายระยะสุดท้าย

10,000,000 คน คือตัวเลขของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นตัวตั้งส่งผลถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไต ที่ทำงานหนักขึ้น จนเป็น “ไตวายเรื้อรัง” และล้างไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เสียค่าใช้จ่ายต่อปีราว ๆ 200,000 บาท หากรวมค่ายาด้วยก็แตะค่าใช้จ่ายถึง 400,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

เราจึงไม่สามารถปล่อยให้ทีมแพทย์รักษาผู้ป่วยที่เกิดจากติดเค็มได้ฝ่ายเดียว ดังนั้นการป้องกันและให้ความรู้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก โครงการ “ลดเค็ม ลดโรค” ของโครงการรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยการสนับสนุจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการบริโภคโซเดียม และหันกลับมาบริโภคเค็มในระยะที่ปลอดภัย

เครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียม
ไม่ว่าจะเป็น ‘เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส กะปิ และซอสหอยนางรม’ นับเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมผสมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น คือพฤติกรรมของคนไทยที่เพิ่มรสเค็มลงไปในอาหาร เช่น เติมพริกน้ำปลาลงไปในข้าว เติมน้ำปลาลงในก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น จึงไม่แปลกที่ทำให้การบริโภคเค็ม/วัน เกินมาตรฐานของ WHO ไปถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรส

  • เกลือ 1 ช้อนชา = 2,000 มิลลิกรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ = 1,160-1,420 มิลลิกรัม
  • ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ = 690-1,420 มิลลิกรัม
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ = 1,150 มิลลิกรัม
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ = 1,430-1,490 มิลลิกรัม
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ = 420- 490 มิลลิกรัม

นอกจากเครื่องปรุงรสแล้ว อาหารที่คนไทยนิยมกินและมีปริมาณโซเดียมสูงมาก คือ ‘อาหารแปรรูป’ มาดูกันว่า อาหารแปรรูปแต่ละชนิดมีปริมาณโซเดียมอยู่เท่าไหร่

  • ขนมปัง แผ่น 1 แผ่น = 120-140 มิลลิกรัม
  • โดนัท 1 ชิ้น = 180 มิลลิกรัม
  • ซาลาเปา 1 ชิ้น = 200 มิลลิกรัม
  • ขนมเค้ก 1 ชิ้น = 400 มิลลิกรัม
  • แหนมย่าง 1 ไม้ = 480 มิลลิกรัม
  • ลูกชิ้นหมู 15 กรัม = 320 มิลลิกรัม
  • โบโลน่าหมู 15 กรัม = 410 มิลลิกรัม
  • หมูแผ่น 30 กรัม = 862 มิลลิกรัม
  • หมูยอ 2 ช้อนโต๊ะ = 227 มิลลิกรัม
  • ไข่เค็ม 1 ฟอง = 300-500 มิลลิกรัม
  • โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง = 1,900 มิลลิกรัม
  • น้ำจิ้มข้าวมันไก่ 1 ช้อนโต๊ะ = 214 มิลลิกรัม
  • น้ำจิ้มสุกี้ 1 ช้อนโต๊ะ = 280 มิลลิกรัม
  • ซุปก้อน 1 ก้อน = 2,600 มิลลิกรัม
  • ส้มตำปู 100 กรัม = 2,000 มิลลิกรัม
  • ต้มยำปลากระป๋อง 100 กรัม = 3,000 มิลลิกรัม
  • แกงเลียง โซเดียมเฉลี่ย = 800 มิลลิกรัม
  • บะหมี่น้ำหมูแดง = 1,500 มิลลิกรัม
  • ก๋วยจั๊บ = 1,450 มิลลิกรัม
  • ผัดไท = 1,200 มิลลิกรัม

อาหารที่เรากินเข้าไป เผลอ ๆ แค่เพียง 1 มื้อ ก็ทำให้ปริมาณโซเดียมที่เราควรบริโภคก็เกินแล้ว แต่เราสามารถบอกแม่ค้า พ่อค้าได้ว่า ใส่น้ำปลาเล็กน้อย หรือไม่ใส่เลยก็ได้ ส่วนอาหารแปรรูปนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็เลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง หาก ‘ลดเค็ม’ ลงตั้งแต่วันนี้ พร้อมกับ “ลดหวาน ลดมัน” ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้สุขภาพดี และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแน่นอน

7 วิธีลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย

หลายๆ คนคงมีปัญหาเรื่อง “ความอ้วน” และมักจะลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึง การทานอาหารมากตามใจอยาก แล้วล้วงคออาเจียน และการซื้อยาลดน้ำหนักมาทานเอง โดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

เมื่ออ้วน แล้วควรทำอย่างไร ??

คำตอบง่ายๆ ก็คือ ลดน้ำหนัก แต่ต้องลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี และปลอดภัย

การลดน้ำหนักที่ปลอดภัย มีดังนี้

1. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานมากกว่าที่เรารับประทาน
อาหาร เราควรใช้พลังงานจากอาหารในแต่ละวันและใช้พลังงานส่วนหนึ่งที่เก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน จะทำให้น้ำหนักลดลงได้

2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีพลังงานสมดุลกับกิจกรรม

3. เลือกทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น อกไก่ ปลา

4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่มีไขมันแฝงในปริมาณมาก เช่น ฮอทดอก หมูยอ กุนเชียง

5. ดื่มนมพร่องมันเนย ทานผัก และผลไม้ที่รสไม่หวานจัด เพิ่มขึ้น

6. ไม่ควรดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม และไม่กินจุบกินจิบ โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันมาก

7. รับประทานอาหารหลากหลายชนิด จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน เช่น วิตามิน เกลือแร่